ที่บอกว่าเมื่อ ต้นไม้ ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม

ที่บอกว่าเมื่อ ต้นไม้ ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม

เมื่อเราเรียนรู้ภาษา เราตีความ ต้นไม้ และตัดสินต้นไม้ ตามสิ่งที่เรา นั้นคือ ต้นไม้กลายเป็นต้นไม้ที่สวยงาม ต้นไม้ ที่น่าเกลียด ต้นไม้ที่น่ากลัว ต้นไม้ที่วิเศษ ใช่แล้ว เราทํา สิ่งเดียวกันนี้กับตัวเราเอง เราตีความตัวเราเองและตัดสิน ตัวเองตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือเรากลายเป็นคนดี คนไม่ดี คนที่รู้สึกผิด คนประหลาด คนที่มีอิทธิพล คนอ่อนแอ คนสวย คนน่าเกลียด เราเป็นอย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น คําถามคือ “อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น”

ต้นไม้
ต้นไม้

หากเราใช้การตระหนักรู้ เราจะเห็นทุกสิ่งที่เราเชื่อ และนี่คือวิถีชีวิตของเรา ชีวิตของเราถูกครอบงําด้วยระบบ ความเชื่อที่เราเรียนรู้มาอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เราเชื่อจะสร้าง เรื่องราวที่เราประสบอยู่ สิ่งที่เราเชื่อจะสร้างอารมณ์ ที่เราประสบอยู่ และเราก็อาจจะต้องการเชื่อว่าเราเป็น สิ่งที่เชื่อจริงๆ แต่ภาพนั้นไม่ใช่ความจริงอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ตัวเรา

ตัวเราที่แท้จริงไม่เหมือนใครและอยู่เหนือทุกสิ่งที่เรารู้ เพราะตัวเราที่แท้จริงเป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์ เป็นความจริง การมีอยู่ทางกายภาพของเรามีอยู่จริง สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเรานั้นไม่จริง และมันก็ไม่สําคัญ เว้นเสียแต่ว่าเราต้องการที่จะสร้างเรื่องราวที่ดีกว่าเดิม สําหรับตัวเรา เรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องที่เราสร้างสรรค์ขึ้นถือเป็นงานศิลปะ มันคือเรื่องราว อันยอดเยี่ยม เรื่องราวอันงดงาม แต่นั่นเป็นแค่เรื่องราว และมันก็ใกล้เคียงกับความจริงได้เท่าที่เราสามารถเข้าใจ

จากสรรพสิ่ง เพราะผู้ส่งสารเริ่มส่งสาร และการสร้างสรรค์ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากที่บอกว่าพระเจ้ากับอดัมคุยกันและเดินไปด้วยกัน ได้ไหม พระเจ้าสร้างความจริง และเราสร้างความจริง ขึ้นมาใหม่ด้วยถ้อยคํา ความจริงเสมือนที่เราสร้างขึ้น เป็นภาพสะท้อนของความจริง มันคือการตีความความจริง ของเราโดยการใช้ถ้อยคํา

Which says that when a tree is not a tree anymore When we learn a language We interpret trees and judge trees. According to ours, trees become beautiful trees, ugly trees, scary trees. A wonderful tree. Yes, we did the same thing to ourselves. We interpret ourselves and make decisions. Ourselves according to what we know That is, we become good people, bad people, guilty people, weird people, influential people, weak people, beautiful people, and ugly people. We are what we believe we are. The question is “What is what we believe we are?”

If we use awareness We will see everything we believe. And this is our way of life Our lives are dominated by systems. The belief that we have learned completely What we believe will create The story that we are experiencing What we believe creates emotions That we are experiencing And we may want to believe that we are Really believable But that image is not entirely true. It’s not us

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

มนตราและพลัง ในการสร้างสรรค์

มนตรา และพลัง ในการสร้างสรรค์ เพราะมันสามารถสร้างสรรค์ภาพ ความคิด อารมณ์ความรู้สึก หรือเรื่องราวในจินตนาการ ของเราขึ้นมาใหม่ เพียงได้ยินคําว่าม้า ก็สามารถสร้างภาพ ขึ้นในใจเราได้ นี่คือพลังของสัญลักษณ์ แต่มันมีพลัง มากกว่านั้น แค่พูดคําสองคําอย่าง เดอะ ก็อดฟาเทอร์ ภาพยนตร์ทั้งเรื่องก็สามารถปรากฏขึ้นในใจเรา นี่คือ มนตรา นี่คือพลังการสร้างสรรค์ของเรา และมันก็เริ่มขึ้น จากถ้อยคํา

มนตรา
มนตรา

บางที่ มนตรา อาจจะทําให้เราเข้าใจได้ว่าเหตุใดไบเบิล จึงกล่าวว่า “เริ่มต้นมาจากวาจา วาจามาจากพระเจ้า และ วาจาคือพระเจ้า” ตามที่ศาสนาหลายศาสนากล่าวไว้ ในตอนเริ่มต้น ไม่มีสิ่งใดดํารงอยู่ และสิ่งแรกสุดที่พระเจ้า สร้างขึ้นคือผู้ส่งสาร หรือเทพผู้ส่งสาร

เราจําเป็นที่จะต้อง ใช้สิ่งที่สามารถส่งสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แน่นอนว่า จากที่ใดที่หนึ่งไปถึงยังที่ใดที่หนึ่งดูจะซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นเรื่องง่ายมาก เริ่มแรกสุด พระเจ้า สร้างถ้อยคํา และถ้อยคําคือผู้ส่งสาร ถ้าพระเจ้าสร้าง ถ้อยคําเพื่อส่งสาร และถ้าถ้อยคําคือผู้ส่งสาร ดังนั้นสิ่งที่ เราเป็นคือ ผู้ส่งสาร หรือผู้ส่งสารจากพระผู้เป็นเจ้า

ถ้อยคําดํารงอยู่เพราะพลังที่เราเรียกว่าชีวิต ความมุ่งมั่น หรือพระเจ้า ถ้อยคําคือพลัง มันคือเจตจํานง และนั่นคือ เหตุผลที่ความมุ่งมั่นของเราปรากฏให้เห็นผ่านคําพูดไม่ว่า ในภาษาใดก็ตาม ถ้อยคํามีความสําคัญมากในการสร้าง

Mantra and creative power because it can create images of thoughts, emotions Or imaginary stories Our new Just hear the word horse Can create images Can rise in our hearts This is the power of symbols, but it is even more powerful. Just say two words like The Godfather. The whole movie can appear in our hearts. This is mantra. This is our creative power. And it began with words

Some here may make us understand why the Bible says “Begin with words. Words come from God and words are God. “According to many religions In the beginning Nothing remains And the first thing that God Created is a messenger. Or the messenger god

We need to Use something that can send messages from one place to another place. Certainly, from one place to another, it seems to be somewhat complicated. But at the same time, it is very easy. Initially, God created words and words, namely the messenger. If god created Words to send messages And if the words are the messenger So what I am is a messenger or a messenger from God.

The word exists because the power we call life, commitment, or God. The word is power. It is our will, and that is why our determination is seen through words, regardless of In any language Words are very important in creating

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ข้อตกลงประการแรก ไม่กระทําบาปด้วยวาจา

นี่คือข้อตกลงข้อแรก ไม่กระทําบาปด้วยวาจา

นี่คือข้อตกลงข้อแรก
นี่คือข้อตกลงข้อแรก

นี่คือข้อตกลงข้อแรก  ไม่กระทําบาปด้วยวาจา และข้อสําคัญที่สุดของข้อตกลง สี่ประการ นั่นคือ ไม่กระทําบาปด้วยวาจา ถ้อยคําเป็นพลัง แห่งการสร้างสรรค์ของเรา และพลังนั้นสามารถใช้ได้ มากกว่าหนึ่งทาง ทางหนึ่งคือการไม่กระทําบาป ซึ่งถ้อยคํา จะสร้างสรรค์เรื่องราวที่สวยงาม สวรรค์ของเราบนโลก อีกทางหนึ่งเป็นการใช้ถ้อยคําในทางที่ผิด ซึ่งถ้อยคา

ตัวเราที่แท้จริงไม่เหมือนใครและอยู่เหนือทุกสิ่งที่เรารู้ เพราะตัวเราที่แท้จริงเป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์ เป็นความจริง การมีอยู่ทางกายภาพของเรามีอยู่จริง สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเรานั้นไม่จริง และมันก็ไม่สําคัญ เว้นเสียแต่ว่าเราต้องการที่จะสร้างเรื่องราวที่ดีกว่าเดิม สําหรับตัวเรา เรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องที่เราสร้างสรรค์ขึ้นถือเป็นงานศิลปะ มันคือเรื่องราว อันยอดเยี่ยม เรื่องราวอันงดงาม แต่นั่นเป็นแค่เรื่องราว และมันก็ใกล้เคียงกับความจริงได้เท่าที่เราสามารถเข้าใจ ด้วยการใช้สัญลักษณ์

ในฐานะของศิลปิน ไม่มีถูกหรือผิดสําหรับการสร้างสรรค์ ศิลปะ มีแค่สวยหรือไม่สวย มีความสุขหรือไม่มีความสุข หากเราเชื่อว่าตัวเราเป็นศิลปิน ทุกสิ่งจะมีความเป็นไปได้ อีกครั้ง ถ้อยคําคือแปรงระบายสีของเรา และชีวิตของเรา คือผืนผ้าใบ เราสามารถวาดรูปอะไรก็ตามที่เราอยากวาด เราทําได้แม้แต่ลอกงานของศิลปินคนอื่น แต่สิ่งที่เรา

แสดงออกมาด้วยแปรงระบายสีของเรานั้นคือวิธีที่เรามอง ตัวเราเอง เป็นวิธีที่เรามองความจริง สิ่งที่เราวาดคือชีวิต ของเรา และภาพที่ออกมาก็ขึ้นอยู่กับการใช้ถ้อยคําของเรา เมื่อเราตระหนักในเรื่องนี้ เราจะรู้ว่าถ้อยคําเป็นเครื่องมือ อันทรงพลังสําหรับการสร้างสรรค์ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะใช้ เครื่องมือนั้นด้วยความตระหนักรู้ เราจะสามารถใช้ถ้อยคํา สร้างประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์อะไรน่ะหรือ แน่นอนว่า เป็นประวัติศาสตร์ชีวิตของเรา เรื่องราวของเรา

First agreement Do not commit sins orally

This is the first agreement. Do not commit sins orally And the most important point of the Four Agreements is that they do not commit

sins verbally Words are power Of our creativity And that power can be used More than one way One way is to not commit sin, which the words create a beautiful story. Our paradise on earth The other way is to use words that are wrong.

True ourselves are unique and are above everything we know. Because we are truly true We, the human beings, are true. Our physical existence really exists. What we believe about us is not true. And it is not important Unless we want to create a better story For us True or fiction No matter what The stories that we create are considered works of art.

It’s a great story, a beautiful story But that’s just a story And it is as close to the truth as we can understand By using symbols

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น

การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น

เห็นไหมว่าเราตัดสินทุกอย่างที่เป็นตัวเรา การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น-มันเป็นเพียงมุมมอง-และมุมมอง นั้นก็ไม่ได้มีอยู่ตอนที่เราเกิด ทุกสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับตัวเอง ทุกสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง เป็นเพราะเราเรียนรู้มัน เราเรียนรู้ความคิดเห็นจากแม่ พ่อ พี่น้อง และสังคม พวกเขาส่งภาพของร่างกายอย่างที่ควรจะเป็นออกมา

การตัดสิน
การตัดสิน

พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรา ไม่ควรเป็น และสิ่งที่เราควรจะเป็นออกมา พวกเขาส่งสาร และเราก็เห็นด้วยกับสารนั้น เราคิดถึงสิ่งที่เราเป็นมากมาย แต่สิ่งที่เราคิดเป็นความจริง จริงหรือ

เราจะเห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ใช่ความรู้ ปัญหาคือ การเชื่อในความรู้ที่ถูกบิดเบือน-และนั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ความลวง อะไรคือความจริงและอะไรคือความลวง อะไร คือความจริงและอะไรคือความจริงเสมือน เราเห็น ความแตกต่างไหม

หรือเราเชื่อเสียงที่อยู่ในหัวเรา ตลอดเวลาที่มันพูดและบิดเบือนความจริง ในขณะเดียวกัน ก็ทําให้เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นความจริง มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่ใช่คนดี และเราจะไม่มีวันดีพอ มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราจะไม่มีความสุข มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่มีค่าคู่ควรกับความรัก

จําที่บอกว่าเมื่อต้นไม้ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม เมื่อเราเรียนรู้ภาษา เราตีความต้นไม้และเคสิน เต้นไม้ ตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือ ต้นไม้กลายเป็นต้นไม้ที่สวยงาม เค้นไม้ ที่น่าเกลียด ต้นไม้ที่น่ากลัว ต้นไม้ที่วิเศษ ใช่แล้ว เราทํา สิ่งเดียวกันนี้กับตัวเราเอง

เราดีความตัวเราเองและตัดสิน ตัวเองตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือเรากลายเป็นคนดี คนไม่ดี คนที่รู้สึกผิด คนประหลาด คนที่มีอิทธิพล คนอ่อนแอ คนสวย คนน่าเกลียด เราเป็นอย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น คําถามคือ “อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น”

The judgment is just a comment.
You see, we judge everything that is ourselves. Judging is just a viewpoint – it’s just perspective – and perspective. That didn’t exist when we were born. Everything we think about ourselves Everything we believe about ourselves Is because we learn it We learn opinions from mothers, fathers, siblings and society. They send out pictures of their bodies as they should be.

They commented about what we are, what we shouldn’t be and what we should be. They send messages and we agree with them. We think about who we are. But what we think is true?

We can see that the truth is not knowledge. The problem is believing in distorted knowledge – and that’s what we call falsehood. What is truth? What is false? What is truth and what is virtual reality? Do we see the difference

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เห็นไหมว่าเราตัดสินทุกอย่างที่เป็นตัวเรา

เห็นไหมว่าเรา ตัดสิน ทุกอย่างที่เป็นตัวเรา

 ตัดสิน
ตัดสิน

เห็นไหมว่าเราตัดสินทุกอย่างที่เป็นตัวเราการ ตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น-มันเป็นเพียงมุมมอง-และมุมมอง นั้นก็ไม่ได้มีอยู่ตอนที่เราเกิด ทุกสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับตัวเอง ทุกสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง เป็นเพราะเราเรียนรู้มัน เราเรียนรู้ความคิดเห็นจากแม่ พ่อ พี่น้อง และสังคม พวกเขาส่งภาพของร่างกายอย่างที่ควรจะเป็นออกมา

พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรา ไม่ควรเป็น และสิ่งที่เราควรจะเป็นออกมา พวกเขาส่งสาร และเราก็เห็นด้วยกับสารนั้น เราคิดถึงสิ่งที่เราเป็นมากมาย แต่สิ่งที่เราคิดเป็นความจริง จริงหรือ

เราจะเห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ใช่ความรู้ ปัญหาคือ การเชื่อในความรู้ที่ถูกบิดเบือน-และนั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ความลวง อะไรคือความจริงและอะไรคือความลวง อะไร คือความจริงและอะไรคือความจริงเสมือน เราเห็น ความแตกต่างไหม

หรือเราเชื่อเสียงที่อยู่ในหัวเรา ตลอดเวลาที่มันพูดและบิดเบือนความจริง ในขณะเดียวกัน ก็ทําให้เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นความจริง มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่ใช่คนดี และเราจะไม่มีวันดีพอ มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราจะไม่มีความสุข มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่มีค่าคู่ควรกับความรัก

จําที่บอกว่าเมื่อต้นไม้ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม เมื่อเราเรียนรู้ภาษา เราตีความต้นไม้และเคสิน เต้นไม้ ตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือ ต้นไม้กลายเป็นต้นไม้ที่สวยงาม เค้นไม้ ที่น่าเกลียด ต้นไม้ที่น่ากลัว ต้นไม้ที่วิเศษ ใช่แล้ว เราทํา สิ่งเดียวกันนี้กับตัวเราเอง เราดีความตัวเราเองและตัดสิน ตัวเองตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือเรากลายเป็นคนดี คนไม่ดี คนที่รู้สึกผิด คนประหลาด คนที่มีอิทธิพล คนอ่อนแอ คนสวย คนน่าเกลียด เราเป็นอย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น คําถามคือ “อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น”

See that we judge everything that is us.

You see, we judge everything that is ourselves. Judging is just a viewpoint – it’s just perspective – and perspective. That didn’t exist when we were born. Everything we think about ourselves Everything we believe about ourselves Is because we learn it We learn opinions from mothers, fathers, siblings and society. They send out pictures of their bodies as they should be.

They commented about what we are, what we shouldn’t be and what we should be. They send messages and we agree with them. We think about who we are. But what we think is true?

We can see that the truth is not knowledge. The problem is believing in distorted knowledge – and that’s what we call falsehood. What is truth? What is false? What is truth and what is virtual reality? Do we see the difference

Or we believe the sound that is in our heads All the time that it speaks and distorts the truth Meanwhile It makes us believe that what we believe is true, is it true that we are not good people? And we will never be good enough Is it true that we are not happy? Is it true that we are not worthy of love?

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

พูดความลวง
พูดความลวง

เราคิดไปเอง ว่านั่นคือเรา แต่ถ้าเราคือคนที่กําลังพูด พูดความลวง แล้วใครคือ คนที่กําลังฟัง เราที่เป็นความรู้คือคนที่กําลังพูดอยู่ในสมอง ของเรา กําลังบอกกับเราถึงสิ่งที่เราเป็น เราที่เป็นมนุษย์ กําลังฟัง แต่เราที่เป็นมนุษย์ดํารงอยู่มาก่อนเราที่เป็น ความรู้เนิ่นนานมาแล้ว เราดํารงอยู่มานานแล้วก่อนที่ เราจะเข้าใจสัญลักษณ์ทั้งปวง

ก่อนที่เราจะเรียนรู้การพูด และเช่นเดียวกับเด็กก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้การพูด เราเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราอย่างสมบูรณ์ เราไม่ได้ เสแสร้งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น โดยไม่ต้องมีความรู้นี้ เราเชื่อในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เรารักตัวเองอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่เรารู้จักความรู้ เราเป็นอิสระที่จะเป็นตัวเรา อย่างแท้จริง เพราะความคิดเห็นและเรื่องราวทั้งหลาย ทั้งปวงจากผู้อื่นไม่ได้อยู่ในสมองของเรา

สมองของเราเต็มไปด้วยความรู้ แต่เราใช้ความรู้นั้น อย่างไร เราใช้ถ้อยคําอย่างไรเวลาที่เราบรรยายถึง ตัวเราเอง เวลาที่เรามองดูตัวเองในกระจก เราชอบสิ่งที่ เราเห็น หรือเราตัดสินร่างกายของเราและใช้สัญลักษณ์ พูดความลวง กับตัวเอง มันเป็นความจริงจริงหรือที่เรา เดียเกินไปหรือสูงเกินไป อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราไม่สวย มันเป็นความจริง จริงหรือที่เราไม่สมบูรณ์

Who is the person who is speaking in our brains? We assume that it is us. But if I am the person who is speaking, who is the person who is listening? We who are knowledgeable are those who are speaking in our brains, telling us what we are. We human beings are listening, but we human beings exist before us who are. A long time ago We lived a long time before We will understand all symbols.

Before we learn to speak And like children before they learn to speak We are completely our true self. We are not pretending to be what we are not. Without this knowledge We believe in ourselves completely. We love ourselves completely. Before we knew it We are truly free to be ourselves because of our opinions and stories. Everything from others is not in our brains.

Our brains are full of knowledge. But how do we use that knowledge? How do we use words when we describe ourselves when we look at ourselves in the mirror? We like what we see or we judge our bodies and use symbols. Saying a delusion to yourself Is it true that we Too single or too high Too fat or too thin Is it true that we are not beautiful? it’s true Is it true that we are not perfect?

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใช้ถ้อยคําแสดงความคิดเห็น

ถ้อยคำต่างๆ ที่เราเรียนรู้มาการ ใช้ถ้อยคํา แสดงความคิดเห็น มีเหตุการณ์มากมายอยการใช้ความสนใจ

ใช้ถ้อยคํา
ใช้ถ้อยคํา

เรื่องราวของครอบครัวของเรา เรื่องราวของชุมชนของเรา เรื่องราวของประเทศของเรา เรื่องราวของมนุษย์ เรื่องราว ของโลก เราแต่ละคนมีเรื่องราวที่เราแบ่งปันกัน มีสาร ที่เราส่งให้ตัวเราเอง ส่งให้แก่ทุกคนและทุกสรรพสิ่ง ที่อยู่รอบตัวเรา

เราถูกโปรแกรมให้ส่ง ใช้ถ้อยคํา และการสร้างสรรค์สาร เหล่านั้นก็คือศิลปะอันยอดเยี่ยมที่สุดของเรา สารนั้นคือ อะไร สารนั้นคือชีวิตของเรานี่เอง เราสร้างเรื่องราว ส่วนใหญ่ของเรา รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เรา รับรู้ด้วยสารนี้ เราสร้างความจริงเสมือนขึ้นในใจเรา และเราก็ดํารงชีวิตอยู่ในความจริงนั้น เวลาที่เราคิด เราคิด ด้วยภาษาของเรา เราคิดด้วยสัญลักษณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งมีความหมายต่อเราซ้ําแล้วซ้ําอีก เราส่งสารให้ตัวเอง และสารนั้นก็เป็นความจริงสําหรับเรา เพราะเราเชื่อว่า มันคือความจริง

เรื่องราวของเราคือทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเรา ในที่นี้ ผมกําลังหมายถึงเราที่เป็นความรู้ ซึ่งเราเชื่อว่าเราเป็น ไม่ใช่ในความหมายของตัวเราที่หมายถึงมนุษย์อย่างที่เรา เป็นจริงๆ อย่างที่เราเห็น ผมแยกความแตกต่างระหว่าง

เรากับตัวเราเพราะคําหนึ่งเป็นความจริง ส่วนอีกคําหนึ่งนั้น ไม่เป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นความจริง ตัวเราคือความจริง ส่วนเราที่เป็นความรู้-เราคํานี้ไม่เป็น ความจริง แต่เป็นความจริงเสมือน เราดํารงอยู่เพียงเพราะ ข้อตกลงที่เรากําหนดกับตัวเองและคนอื่นรอบๆ ตัวเรา เราที่เป็นความรู้ มาจากสัญลักษณ์ที่เราได้ยินในสมอง ของเราเอง มาจากความคิดเห็นทั้งหมดของคนที่เรารัก คนที่เราไม่รัก คนที่เรารู้จัก และคนที่เราไม่เคยรู้จัก

That we have learned There are many events that use interest.

The story of our family The story of our community The story of our country Human stories. Stories of the world. Each of us has stories we share, messages we send to ourselves. Send to everyone and everything That is around us

We were programmed to send messages. And substance creation Those are our greatest art. What that substance is, that substance is our life. We create stories Most of us Including stories about various things that we perceive with this material We create virtual reality in our hearts. And we live in that truth When we think, we think in our language. We think with all these symbols. Which means to us repeatedly and again We send messages to ourselves. And that substance is true for us. Because we believe that It is a fact

Our story is everything we know about us. Here I am referring to us as knowledge. Which we believe that we are Not in our own sense of the human being, as we really are, as we see it I distinguish between

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ซื่อบริสุทธิ์

เช่นเดียวกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เรา  เราเชื่อสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่คน ซื่อบริสุทธิ์ อื่นๆ บอกกับเรา เรา เห็นด้วย และข้อมูลก็ถูกเก็บเอาไว้ในความทรงจําของเรา ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้เข้ามาในจิตใจของเราด้วยการตกลง และคงอยู่ในใจของเราด้วยการตกลง แต่เริ่มแรกมันผ่านมา ทางความสนใจไม่กระทําบาปด้วยวาจา

ซื่อบริสุทธิ์
ซื่อบริสุทธิ์

ความสนใจเป็นสิ่งสําคัญมากสําหรับมนุษย์ เพราะมัน คือความ ซื่อบริสุทธิ์ ส่วนหนึ่งของจิตใจ ที่สามารถทําให้เกิดสิ่งที่เป็นไปได้ สําหรับเรา เพื่อให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือพิจารณา ถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ข้อมูลจากภายนอกส่งเข้ามา ภายในตัวเราผ่านทางความสนใจและในทํานองกลับกันด้วย ความสนใจเป็นช่องทางที่เราใช้เพื่อส่งและรับสารระหว่าง

เรื่องราวของเรา ข้อตกลงประการแรก : ไม่กระทําบาปด้วยวาจา

หลายพันปีมาแล้ว มนุษย์พยายามที่จะเข้าใจจักรวาล ธรรมชาติ และธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ เป็นเรื่อง น่าทึ่งที่ได้เฝ้ามองมนุษย์ทําสิ่งต่างๆ ทั่วโลก ในสถานที่ และวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกอันแสนสวยงามใบนี้ มนุษย์พยายามอย่างมากที่จะทําความข้าใจ แต่ในการ ทําความเข้าใจนั้นทําให้เราตั้งสมมุติฐานขึ้นมาจํานวนมาก ในฐานะของศิลปิน เราบิดเบือนความจริงและสร้างทฤษฎี อันน่าอัศจรรย์ที่สุดขึ้น เราสร้างหลักปรัชญาทั้งหมด และสร้างศาสนาที่น่าอัศจรรย์ที่สุด เราสร้างเรื่องราวและ ความเชื่องมงายเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมทั้งตัวของเราเอง และนี่คือจุดสําคัญ นั่นคือ เราสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มนุษย์เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งการสร้างสรรค์

เราสร้างสรรค์เรื่องราวด้วยถ้อยคําต่างๆ ที่เราเรด อยู่ตลอดเวลา เราแต่ละคนใช้ถ้อยคําแสดงความ และแสดงมุมมองของตัวเอง มีเหตุการณ์ นับไม่ถ้วนเกิดขึ้นรอบตัวเรา และด้วยการใช้ความ เราสามารถนําเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้มาใส่เอาไฯ เรื่องราวหนึ่งๆ ได้ เราสร้างสรรค์เรื่องราวของชีวิตเรา

Same as the computer We are innocent We believe what our parents or other adults have told us. We agree and the information is stored in our memories. Everything we learn comes to our minds by agreement. And remain in our hearts by agreement But initially it came In the interest of not committing sins with words

Attention is very important to humans because it is part of the mind. That can make something possible for us to focus on one thing or consider all the possibilities External data submitted Within us through interests and vice versa. Attention is the way we use to send and receive messages between

Our story First deal: do not commit sins verbally

We create stories with words we always red. Each of us uses expressions. And show your point of view. There are countless events happening around us. And by using We can bring various events. These can be put in A story. We create stories of our lives

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ในการปรับชีวิตของมนุษย์

  ในการปรับชีวิตของมนุษย์

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะพูด คนที่ดูแลเราสอนสิ่งที่พวกเขารู้ ให้เรา นั่นคือ พวกเขาโปรแกรมเราด้วยความรู้ คนที่เรา อาศัยอยู่ด้วยมีความรู้มากมาย รวมทั้งกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ทางสังคม ศาสนา และศีลธรรมในวัฒนธรรมของพวกเขา พวกเขาดึงความสนใจของเรา ส่งต่อข้อมูล และสอนเรา ให้เป็นเหมือนพวกเขา เราเรียนรู้ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ตามสังคมที่เราถือกําเนิดขึ้นมา เราเรียนรู้ที่จะประพฤติ ตามแนวทางที่ “ถูกต้อง” ในสังคมของเรา ซึ่งหมายความถึง วิถีทางของการเป็นคน “ดี”

 

ความจริงแล้ว เราถูกปรับชีวิตแบบเดียวกับสุนัข แมว หรือสัตว์อื่นๆ โดยผ่านระบบของการลงโทษและการให้ รางวัล เราถูกบอกว่าเราเป็นเด็กดี เมื่อเราทําสิ่งที่ผู้ใหญ่

ต้องการให้เราทํา เราเป็นเด็กไม่ดี เมื่อเราไม่ทําสิ่งที่พวก ต้องการให้เราทํา บางครั้งเราก็ถูกทําโทษโดยที่ไม่ได้ ทําความผิด และบางครั้งเราก็ได้รับรางวัลโดยไม่ได้ทํา ในสิ่งที่ถูก ด้วยกลัวว่า

ในการปรับชีวิตของมนุษย์
ในการปรับชีวิตของมนุษย์

จะถูกทําโทษและกลัวว่าจะไม่ได้รับ รางวัล เราจึงเริ่มพยายามที่จะทําให้ผู้อื่นพอใจ เราพยายาม จะเป็นเด็กดี เพราะเด็กไม่ดีจะถูกลงโทษ และไม่ได้ รับรางวัล

ในการปรับชีวิตของมนุษย์ กฏเกณฑ์และค่านิยมต่างๆ ในครอบครัวและสังคมของเราเป็นตัวกําหนดเรา เราไม่มี โอกาสเลือกความเชื่อของเรา เราถูกบอกให้เชื่อและไม่เชื่อ อะไร คนที่เราอาศัยอยู่ด้วยต่างแสดงความเห็นของพวกเขา กับเรา อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด อะไรสวย อะไรไม่สวย ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ถูกดาวน์โหลดลงในสมอง ของเรา

When we learn to speak The people who care for us teach what they know to us: they program us with knowledge. The people we live with have a lot of knowledge. Including all rules of society, religion and morality in their culture They draw our attention, pass on information and teach us to be like them. We learn to be men or women. According to the society in which we originate We learn to behave in a “right” way in our society. Which means The way of being a “good” person

In fact, we were adjusted to the same life as dogs, cats, or other animals. Through the system of punishment and reward, we are told that we are good children. When we do things that adults

Want us to do We are a bad boy When we do not do what they Want us to do Sometimes we get punished for not doing anything wrong, and sometimes we get rewarded for not doing what is right, afraid of being punished and afraid of not getting the reward, so we start to try to To make others happy, we try to be good children because bad children are punished and not rewarded.

In the adjustment of human life Rules and values In our family and society it determines us. We have no opportunity to choose our beliefs. We are told to believe and do not believe. The people we live in have expressed their opinions with us, what is good and what is not good. What is right and wrong, what is beautiful and what is not beautiful. All of this data is downloaded into our brains.

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่