แสงภาพ จินตนาการ ความฝันขณะนี้เรากําลังฝัน

แสงภาพ จินตนาการ ความฝันขณะนี้เรากําลังฝัน และมีบางสิ่งที่เราสามารถทําให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ อย่างง่ายดาย บางทีเราอาจจะไม่เคยสังเกตว่าสมอง ของเราฝันอยู่ตลอดเวลา แต่หากคุณใช้จินตนาการ แค่ชั่วครู่หนึ่ง คุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามอธิบาย ลองนึกภาพว่าเรากําลังมองดูกระจก ภายในกระจกคือ โลกของวัตถุสิ่งของ

จินตนาการ

แต่ จินตนาการ เรารู้ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นเป็นเพียง ภาพสะท้อนของสิ่งที่เป็นจริง ดูเหมือนกับว่ามันเป็นจริง ดูเหมือนกับความจริง แต่มันไม่จริง และก็ไม่ใช่ความจริง หากเราพยายามสัมผัสสิ่งของที่อยู่ในกระจก เราจะสัมผัส ได้เพียงพื้นผิวของกระจกเท่านั้น

สิ่งที่เราเห็นภายในกระจกเป็นเพียงภาพของความจริง ซึ่งก็คือความจริงเสมือนนั่นเอง มันคือความฝัน และเป็น ความฝันแบบเดียวกับที่มนุษย์ฝันขณะที่สมองตื่นอยู่ ทําไม จึงเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งที่เราเห็นในกระจกคือการลอกแบบ ความจริงที่เราสร้างขึ้นด้วยความสามารถของดวงตาและ สมองของเรา มันคือภาพของโลกที่เราสร้างขึ้นภายในจิตใจ ของเรา ซึ่งเป็นวิธีที่จิตใจของเรารับรู้ความจริง สิ่งที่สนัข มองเห็นในกระจกคือวิธีที่สมองของสุนัขรับรู้ความจริง สิ่งที่ นกอินทรีมองเห็นในกระจกคือวิธีที่สมองของนกอินทรีรับรู้

Light. Imagination. Dreams. We are currently dreaming. And there are some things that we can easily come true with. Maybe we have never noticed that the brain Our dreams all the time But if you use your imagination Just a moment You will understand what I am trying to explain. Imagine that we are looking at the mirror. Inside the mirror is Material world

But we know that what we see is just Reflections of the real thing Seems as though it is true Looks like the truth But it’s not true And it’s not true If we try to touch objects in the mirror, we can only touch the surface of the glass.

What we see inside the mirror is just a picture of the truth. Which is virtual reality It is a dream and the same dream as humans dream while the brain is awake. Why is that? Because what we see in the mirror is copying The truth that we create with the ability of our eyes and our brains is a picture of the world we create within our minds, which is the way our mind perceives the truth. Of dogs that perceive the truth. What the eagle sees in a mirror is how the eagle’s brain perceives

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

จิตแต่ละดวงคือโลก

จิตแต่ละดวงคือโลก

ข้อตกลงประการที่สอง : จงอย่ายึดทุกอย่างมาเป็นตัวเราตอนที่เราเกิดไม่มีสัญลักษณ์อยู่ในจิตใจของเรา แต่เรา มีสมองและมีดวงตา และสมองของเราก็จับภาพที่มาจาก แสง เราเริ่มรับรู้แสง เราคุ้นเคยกับแสง และปฏิกิริยา ของสมองเราที่มีต่อแสงก็แสดงภาพใน จินตนาการของเรา  อย่างไม่มีสิ้นสุด นั่นคือเรากําลังฝัน ในมุมมองของทอลเท็ค ชีวิตของเราคือความฝันเพราะสมองถูกโปรแกรมให้ฝัน ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวัน

 จินตนาการของเรา

เมื่อสมองตื่นอยู่ จะมีกรอบที่ทําให้เรารับสารเป็น แนวตรง เมื่อสมองของเราหลับ กรอบนี้จะหายไป และความฝันจะเปลี่ยนอยู่เสมอ แม้ขณะที่สมองตื่นอยู่ เราก็มักจะฝันกลางวัน และความฝันก็เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จินตนาการมีพลังมาก มันนําเราไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย

ries

เราเห็นสิ่งต่างๆใน จินตนาการของเรา ซึ่งคนอื่นมองไม่เห็น เราได้ยินเสียงต่างๆ ที่คนอื่นไม่ได้ยิน หรือบางทีเราก็ อาจจะไม่ได้ยิน ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราฝัน จินตนาการสร้าง ความเคลื่อนไหวให้แก่ภาพที่เรามองเห็น แต่ภาพนั้นมีอยู่ เฉพาะในจิตใจของเรา ในความฝันของเราเท่านั้น

Each mind is the world.

Second Agreement: Don’t hold everything to yourself when you were born. There are no symbols in our minds but we have brains and eyes. And our brains capture images that come from light. We begin to recognize light. We are familiar with the light and the reactions our brains have on the light. Our imagination Endlessly That is, we are dreaming. In the perspective of Talltech Our lives are dreams because the brain is programmed to dream. 24 hours a day

When the brain wakes up There will be a framework that allows us to receive the substance straight when our brain sleeps. This frame will disappear. And dreams will change constantly Even while the brain is awake We tend to daydream. And dreams change all the time The imagination is very powerful. It leads us to many different places.

ries

We see things in Our imagination Which others cannot see We can hear various sounds That others do not hear Or sometimes we May not hear Depends on how we dream Imagine create Movement for the images that we see But that picture exists Only in our minds In our dreams only

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ปราศจากถ้อยคํา เพราะถ้อยคําคือสิ่งที่เราใช้สร้าง ทุกสิ่ง

ไม่มีสิ่งใดที่สามารถอยู่ได้ บอกเล่า โดยปราศจากถ้อยคํา เพราะถ้อยคําคือสิ่งที่เราใช้สร้าง ทุกสิ่งที่เรารู้หากคุณสังเกต ผมเปลี่ยนการใช้สัญลักษณ์ด้วย ความตั้งใจ คุณจะเห็นได้ว่าการแสดงออกที่แตกต่างกัน หมายถึงสิ่งสิ่งเดียวกัน สัญลักษณ์สามารถเปลี่ยนไปได้ แต่ความหมายนั้นเหมือนกันในทุกวัฒนธรรมทั่วโลก หากคุณฟังความหมายที่อยู่เบื้องหลังสัญลักษณ์ คุณจะ เข้าใจสิ่งที่ผมพยายามจะพูด การไม่กระทําบาปด้วยวาจา สําคัญมาก เพราะคําพูดคือตัวเรา เราคือผู้ส่งสาร คําพูดคือ สารที่เราส่งออกไป ไม่ใช่เฉพาะกับทุกคนและทุกสิ่ง ที่อยู่รอบตัวเรา แต่เป็นสารที่เราส่งถึงตัวเราเอง

 

เรา บอกเล่า เรื่องราวกับตัวเราเอง แต่นั่นเป็นความจริง จริงหรือ หากเราใช้ถ้อยคําสร้างเรื่องราว

บอกเล่า

ด้วยการตัดสิน ตัวเองและปฏิเสธตัวเอง เท่ากับเราใช้ถ้อยคําเหล่านั้น ทําร้ายตัวเอง นั่นคือเรากําลังกระทําบาป ถ้าเราไม่กระทํา บาป เราจะไม่บอกกับตัวเองว่า “ฉันแก่ ฉันน่าเกลียด ฉันอ้วน ฉันมันไม่ดีพอ ฉันไม่เข้มแข็งพอ ฉันไม่มีทาง จะทํามันได้ในชีวิต” เราจะไม่ใช้ความรู้ของเราทําร้าย

Nothing can live Without words Because the words are what we use to create Everything we know

If you notice me changing the use of symbols intentionally, you can see that the expression is different. Referring to the same thing The symbol can be changed. But the meaning is the same in every culture around the world If you listen to the meaning behind the symbol, you will understand what I am trying to say. Not verbally committed sin is very important because words are ourselves. We are the messenger. The words are the messages we send out. Not only to everyone and everything That is around us But the message that we send to ourselves

We tell stories to ourselves. But is that true? If we use words to create stories by judging Yourself and reject yourself Equal to us using those words Hurt one’s self That is, we are committing sins. If we do not sin, we will not tell ourselves, “I am old, I am ugly. I am fat. I am not good enough. I am not strong enough. I have no way to do it in my life. “We will not use our knowledge to hurt.

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ที่บอกว่าเมื่อ ต้นไม้ ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม

ที่บอกว่าเมื่อ ต้นไม้ ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม

เมื่อเราเรียนรู้ภาษา เราตีความ ต้นไม้ และตัดสินต้นไม้ ตามสิ่งที่เรา นั้นคือ ต้นไม้กลายเป็นต้นไม้ที่สวยงาม ต้นไม้ ที่น่าเกลียด ต้นไม้ที่น่ากลัว ต้นไม้ที่วิเศษ ใช่แล้ว เราทํา สิ่งเดียวกันนี้กับตัวเราเอง เราตีความตัวเราเองและตัดสิน ตัวเองตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือเรากลายเป็นคนดี คนไม่ดี คนที่รู้สึกผิด คนประหลาด คนที่มีอิทธิพล คนอ่อนแอ คนสวย คนน่าเกลียด เราเป็นอย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น คําถามคือ “อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น”

ต้นไม้
ต้นไม้

หากเราใช้การตระหนักรู้ เราจะเห็นทุกสิ่งที่เราเชื่อ และนี่คือวิถีชีวิตของเรา ชีวิตของเราถูกครอบงําด้วยระบบ ความเชื่อที่เราเรียนรู้มาอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เราเชื่อจะสร้าง เรื่องราวที่เราประสบอยู่ สิ่งที่เราเชื่อจะสร้างอารมณ์ ที่เราประสบอยู่ และเราก็อาจจะต้องการเชื่อว่าเราเป็น สิ่งที่เชื่อจริงๆ แต่ภาพนั้นไม่ใช่ความจริงอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ตัวเรา

ตัวเราที่แท้จริงไม่เหมือนใครและอยู่เหนือทุกสิ่งที่เรารู้ เพราะตัวเราที่แท้จริงเป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์ เป็นความจริง การมีอยู่ทางกายภาพของเรามีอยู่จริง สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเรานั้นไม่จริง และมันก็ไม่สําคัญ เว้นเสียแต่ว่าเราต้องการที่จะสร้างเรื่องราวที่ดีกว่าเดิม สําหรับตัวเรา เรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องที่เราสร้างสรรค์ขึ้นถือเป็นงานศิลปะ มันคือเรื่องราว อันยอดเยี่ยม เรื่องราวอันงดงาม แต่นั่นเป็นแค่เรื่องราว และมันก็ใกล้เคียงกับความจริงได้เท่าที่เราสามารถเข้าใจ

จากสรรพสิ่ง เพราะผู้ส่งสารเริ่มส่งสาร และการสร้างสรรค์ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากที่บอกว่าพระเจ้ากับอดัมคุยกันและเดินไปด้วยกัน ได้ไหม พระเจ้าสร้างความจริง และเราสร้างความจริง ขึ้นมาใหม่ด้วยถ้อยคํา ความจริงเสมือนที่เราสร้างขึ้น เป็นภาพสะท้อนของความจริง มันคือการตีความความจริง ของเราโดยการใช้ถ้อยคํา

Which says that when a tree is not a tree anymore When we learn a language We interpret trees and judge trees. According to ours, trees become beautiful trees, ugly trees, scary trees. A wonderful tree. Yes, we did the same thing to ourselves. We interpret ourselves and make decisions. Ourselves according to what we know That is, we become good people, bad people, guilty people, weird people, influential people, weak people, beautiful people, and ugly people. We are what we believe we are. The question is “What is what we believe we are?”

If we use awareness We will see everything we believe. And this is our way of life Our lives are dominated by systems. The belief that we have learned completely What we believe will create The story that we are experiencing What we believe creates emotions That we are experiencing And we may want to believe that we are Really believable But that image is not entirely true. It’s not us

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

มนตราและพลัง ในการสร้างสรรค์

มนตรา และพลัง ในการสร้างสรรค์ เพราะมันสามารถสร้างสรรค์ภาพ ความคิด อารมณ์ความรู้สึก หรือเรื่องราวในจินตนาการ ของเราขึ้นมาใหม่ เพียงได้ยินคําว่าม้า ก็สามารถสร้างภาพ ขึ้นในใจเราได้ นี่คือพลังของสัญลักษณ์ แต่มันมีพลัง มากกว่านั้น แค่พูดคําสองคําอย่าง เดอะ ก็อดฟาเทอร์ ภาพยนตร์ทั้งเรื่องก็สามารถปรากฏขึ้นในใจเรา นี่คือ มนตรา นี่คือพลังการสร้างสรรค์ของเรา และมันก็เริ่มขึ้น จากถ้อยคํา

มนตรา
มนตรา

บางที่ มนตรา อาจจะทําให้เราเข้าใจได้ว่าเหตุใดไบเบิล จึงกล่าวว่า “เริ่มต้นมาจากวาจา วาจามาจากพระเจ้า และ วาจาคือพระเจ้า” ตามที่ศาสนาหลายศาสนากล่าวไว้ ในตอนเริ่มต้น ไม่มีสิ่งใดดํารงอยู่ และสิ่งแรกสุดที่พระเจ้า สร้างขึ้นคือผู้ส่งสาร หรือเทพผู้ส่งสาร

เราจําเป็นที่จะต้อง ใช้สิ่งที่สามารถส่งสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แน่นอนว่า จากที่ใดที่หนึ่งไปถึงยังที่ใดที่หนึ่งดูจะซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นเรื่องง่ายมาก เริ่มแรกสุด พระเจ้า สร้างถ้อยคํา และถ้อยคําคือผู้ส่งสาร ถ้าพระเจ้าสร้าง ถ้อยคําเพื่อส่งสาร และถ้าถ้อยคําคือผู้ส่งสาร ดังนั้นสิ่งที่ เราเป็นคือ ผู้ส่งสาร หรือผู้ส่งสารจากพระผู้เป็นเจ้า

ถ้อยคําดํารงอยู่เพราะพลังที่เราเรียกว่าชีวิต ความมุ่งมั่น หรือพระเจ้า ถ้อยคําคือพลัง มันคือเจตจํานง และนั่นคือ เหตุผลที่ความมุ่งมั่นของเราปรากฏให้เห็นผ่านคําพูดไม่ว่า ในภาษาใดก็ตาม ถ้อยคํามีความสําคัญมากในการสร้าง

Mantra and creative power because it can create images of thoughts, emotions Or imaginary stories Our new Just hear the word horse Can create images Can rise in our hearts This is the power of symbols, but it is even more powerful. Just say two words like The Godfather. The whole movie can appear in our hearts. This is mantra. This is our creative power. And it began with words

Some here may make us understand why the Bible says “Begin with words. Words come from God and words are God. “According to many religions In the beginning Nothing remains And the first thing that God Created is a messenger. Or the messenger god

We need to Use something that can send messages from one place to another place. Certainly, from one place to another, it seems to be somewhat complicated. But at the same time, it is very easy. Initially, God created words and words, namely the messenger. If god created Words to send messages And if the words are the messenger So what I am is a messenger or a messenger from God.

The word exists because the power we call life, commitment, or God. The word is power. It is our will, and that is why our determination is seen through words, regardless of In any language Words are very important in creating

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ข้อตกลงประการแรก ไม่กระทําบาปด้วยวาจา

นี่คือข้อตกลงข้อแรก ไม่กระทําบาปด้วยวาจา

นี่คือข้อตกลงข้อแรก
นี่คือข้อตกลงข้อแรก

นี่คือข้อตกลงข้อแรก  ไม่กระทําบาปด้วยวาจา และข้อสําคัญที่สุดของข้อตกลง สี่ประการ นั่นคือ ไม่กระทําบาปด้วยวาจา ถ้อยคําเป็นพลัง แห่งการสร้างสรรค์ของเรา และพลังนั้นสามารถใช้ได้ มากกว่าหนึ่งทาง ทางหนึ่งคือการไม่กระทําบาป ซึ่งถ้อยคํา จะสร้างสรรค์เรื่องราวที่สวยงาม สวรรค์ของเราบนโลก อีกทางหนึ่งเป็นการใช้ถ้อยคําในทางที่ผิด ซึ่งถ้อยคา

ตัวเราที่แท้จริงไม่เหมือนใครและอยู่เหนือทุกสิ่งที่เรารู้ เพราะตัวเราที่แท้จริงเป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์ เป็นความจริง การมีอยู่ทางกายภาพของเรามีอยู่จริง สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเรานั้นไม่จริง และมันก็ไม่สําคัญ เว้นเสียแต่ว่าเราต้องการที่จะสร้างเรื่องราวที่ดีกว่าเดิม สําหรับตัวเรา เรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องที่เราสร้างสรรค์ขึ้นถือเป็นงานศิลปะ มันคือเรื่องราว อันยอดเยี่ยม เรื่องราวอันงดงาม แต่นั่นเป็นแค่เรื่องราว และมันก็ใกล้เคียงกับความจริงได้เท่าที่เราสามารถเข้าใจ ด้วยการใช้สัญลักษณ์

ในฐานะของศิลปิน ไม่มีถูกหรือผิดสําหรับการสร้างสรรค์ ศิลปะ มีแค่สวยหรือไม่สวย มีความสุขหรือไม่มีความสุข หากเราเชื่อว่าตัวเราเป็นศิลปิน ทุกสิ่งจะมีความเป็นไปได้ อีกครั้ง ถ้อยคําคือแปรงระบายสีของเรา และชีวิตของเรา คือผืนผ้าใบ เราสามารถวาดรูปอะไรก็ตามที่เราอยากวาด เราทําได้แม้แต่ลอกงานของศิลปินคนอื่น แต่สิ่งที่เรา

แสดงออกมาด้วยแปรงระบายสีของเรานั้นคือวิธีที่เรามอง ตัวเราเอง เป็นวิธีที่เรามองความจริง สิ่งที่เราวาดคือชีวิต ของเรา และภาพที่ออกมาก็ขึ้นอยู่กับการใช้ถ้อยคําของเรา เมื่อเราตระหนักในเรื่องนี้ เราจะรู้ว่าถ้อยคําเป็นเครื่องมือ อันทรงพลังสําหรับการสร้างสรรค์ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะใช้ เครื่องมือนั้นด้วยความตระหนักรู้ เราจะสามารถใช้ถ้อยคํา สร้างประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์อะไรน่ะหรือ แน่นอนว่า เป็นประวัติศาสตร์ชีวิตของเรา เรื่องราวของเรา

First agreement Do not commit sins orally

This is the first agreement. Do not commit sins orally And the most important point of the Four Agreements is that they do not commit

sins verbally Words are power Of our creativity And that power can be used More than one way One way is to not commit sin, which the words create a beautiful story. Our paradise on earth The other way is to use words that are wrong.

True ourselves are unique and are above everything we know. Because we are truly true We, the human beings, are true. Our physical existence really exists. What we believe about us is not true. And it is not important Unless we want to create a better story For us True or fiction No matter what The stories that we create are considered works of art.

It’s a great story, a beautiful story But that’s just a story And it is as close to the truth as we can understand By using symbols

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น

การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น

เห็นไหมว่าเราตัดสินทุกอย่างที่เป็นตัวเรา การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น-มันเป็นเพียงมุมมอง-และมุมมอง นั้นก็ไม่ได้มีอยู่ตอนที่เราเกิด ทุกสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับตัวเอง ทุกสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง เป็นเพราะเราเรียนรู้มัน เราเรียนรู้ความคิดเห็นจากแม่ พ่อ พี่น้อง และสังคม พวกเขาส่งภาพของร่างกายอย่างที่ควรจะเป็นออกมา

การตัดสิน
การตัดสิน

พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรา ไม่ควรเป็น และสิ่งที่เราควรจะเป็นออกมา พวกเขาส่งสาร และเราก็เห็นด้วยกับสารนั้น เราคิดถึงสิ่งที่เราเป็นมากมาย แต่สิ่งที่เราคิดเป็นความจริง จริงหรือ

เราจะเห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ใช่ความรู้ ปัญหาคือ การเชื่อในความรู้ที่ถูกบิดเบือน-และนั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ความลวง อะไรคือความจริงและอะไรคือความลวง อะไร คือความจริงและอะไรคือความจริงเสมือน เราเห็น ความแตกต่างไหม

หรือเราเชื่อเสียงที่อยู่ในหัวเรา ตลอดเวลาที่มันพูดและบิดเบือนความจริง ในขณะเดียวกัน ก็ทําให้เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นความจริง มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่ใช่คนดี และเราจะไม่มีวันดีพอ มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราจะไม่มีความสุข มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่มีค่าคู่ควรกับความรัก

จําที่บอกว่าเมื่อต้นไม้ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม เมื่อเราเรียนรู้ภาษา เราตีความต้นไม้และเคสิน เต้นไม้ ตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือ ต้นไม้กลายเป็นต้นไม้ที่สวยงาม เค้นไม้ ที่น่าเกลียด ต้นไม้ที่น่ากลัว ต้นไม้ที่วิเศษ ใช่แล้ว เราทํา สิ่งเดียวกันนี้กับตัวเราเอง

เราดีความตัวเราเองและตัดสิน ตัวเองตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือเรากลายเป็นคนดี คนไม่ดี คนที่รู้สึกผิด คนประหลาด คนที่มีอิทธิพล คนอ่อนแอ คนสวย คนน่าเกลียด เราเป็นอย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น คําถามคือ “อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น”

The judgment is just a comment.
You see, we judge everything that is ourselves. Judging is just a viewpoint – it’s just perspective – and perspective. That didn’t exist when we were born. Everything we think about ourselves Everything we believe about ourselves Is because we learn it We learn opinions from mothers, fathers, siblings and society. They send out pictures of their bodies as they should be.

They commented about what we are, what we shouldn’t be and what we should be. They send messages and we agree with them. We think about who we are. But what we think is true?

We can see that the truth is not knowledge. The problem is believing in distorted knowledge – and that’s what we call falsehood. What is truth? What is false? What is truth and what is virtual reality? Do we see the difference

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เห็นไหมว่าเราตัดสินทุกอย่างที่เป็นตัวเรา

เห็นไหมว่าเรา ตัดสิน ทุกอย่างที่เป็นตัวเรา

 ตัดสิน
ตัดสิน

เห็นไหมว่าเราตัดสินทุกอย่างที่เป็นตัวเราการ ตัดสิน เป็นเพียงความคิดเห็น-มันเป็นเพียงมุมมอง-และมุมมอง นั้นก็ไม่ได้มีอยู่ตอนที่เราเกิด ทุกสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับตัวเอง ทุกสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง เป็นเพราะเราเรียนรู้มัน เราเรียนรู้ความคิดเห็นจากแม่ พ่อ พี่น้อง และสังคม พวกเขาส่งภาพของร่างกายอย่างที่ควรจะเป็นออกมา

พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรา ไม่ควรเป็น และสิ่งที่เราควรจะเป็นออกมา พวกเขาส่งสาร และเราก็เห็นด้วยกับสารนั้น เราคิดถึงสิ่งที่เราเป็นมากมาย แต่สิ่งที่เราคิดเป็นความจริง จริงหรือ

เราจะเห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ใช่ความรู้ ปัญหาคือ การเชื่อในความรู้ที่ถูกบิดเบือน-และนั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ความลวง อะไรคือความจริงและอะไรคือความลวง อะไร คือความจริงและอะไรคือความจริงเสมือน เราเห็น ความแตกต่างไหม

หรือเราเชื่อเสียงที่อยู่ในหัวเรา ตลอดเวลาที่มันพูดและบิดเบือนความจริง ในขณะเดียวกัน ก็ทําให้เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นความจริง มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่ใช่คนดี และเราจะไม่มีวันดีพอ มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราจะไม่มีความสุข มันเป็น ความจริงจริงหรือที่เราไม่มีค่าคู่ควรกับความรัก

จําที่บอกว่าเมื่อต้นไม้ไม่ใช่แค่ต้นไม้อีกต่อไปได้ไหม เมื่อเราเรียนรู้ภาษา เราตีความต้นไม้และเคสิน เต้นไม้ ตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือ ต้นไม้กลายเป็นต้นไม้ที่สวยงาม เค้นไม้ ที่น่าเกลียด ต้นไม้ที่น่ากลัว ต้นไม้ที่วิเศษ ใช่แล้ว เราทํา สิ่งเดียวกันนี้กับตัวเราเอง เราดีความตัวเราเองและตัดสิน ตัวเองตามสิ่งที่เรารู้ นั่นคือเรากลายเป็นคนดี คนไม่ดี คนที่รู้สึกผิด คนประหลาด คนที่มีอิทธิพล คนอ่อนแอ คนสวย คนน่าเกลียด เราเป็นอย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น คําถามคือ “อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น”

See that we judge everything that is us.

You see, we judge everything that is ourselves. Judging is just a viewpoint – it’s just perspective – and perspective. That didn’t exist when we were born. Everything we think about ourselves Everything we believe about ourselves Is because we learn it We learn opinions from mothers, fathers, siblings and society. They send out pictures of their bodies as they should be.

They commented about what we are, what we shouldn’t be and what we should be. They send messages and we agree with them. We think about who we are. But what we think is true?

We can see that the truth is not knowledge. The problem is believing in distorted knowledge – and that’s what we call falsehood. What is truth? What is false? What is truth and what is virtual reality? Do we see the difference

Or we believe the sound that is in our heads All the time that it speaks and distorts the truth Meanwhile It makes us believe that what we believe is true, is it true that we are not good people? And we will never be good enough Is it true that we are not happy? Is it true that we are not worthy of love?

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

พูดความลวง
พูดความลวง

เราคิดไปเอง ว่านั่นคือเรา แต่ถ้าเราคือคนที่กําลังพูด พูดความลวง แล้วใครคือ คนที่กําลังฟัง เราที่เป็นความรู้คือคนที่กําลังพูดอยู่ในสมอง ของเรา กําลังบอกกับเราถึงสิ่งที่เราเป็น เราที่เป็นมนุษย์ กําลังฟัง แต่เราที่เป็นมนุษย์ดํารงอยู่มาก่อนเราที่เป็น ความรู้เนิ่นนานมาแล้ว เราดํารงอยู่มานานแล้วก่อนที่ เราจะเข้าใจสัญลักษณ์ทั้งปวง

ก่อนที่เราจะเรียนรู้การพูด และเช่นเดียวกับเด็กก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้การพูด เราเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราอย่างสมบูรณ์ เราไม่ได้ เสแสร้งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น โดยไม่ต้องมีความรู้นี้ เราเชื่อในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เรารักตัวเองอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่เรารู้จักความรู้ เราเป็นอิสระที่จะเป็นตัวเรา อย่างแท้จริง เพราะความคิดเห็นและเรื่องราวทั้งหลาย ทั้งปวงจากผู้อื่นไม่ได้อยู่ในสมองของเรา

สมองของเราเต็มไปด้วยความรู้ แต่เราใช้ความรู้นั้น อย่างไร เราใช้ถ้อยคําอย่างไรเวลาที่เราบรรยายถึง ตัวเราเอง เวลาที่เรามองดูตัวเองในกระจก เราชอบสิ่งที่ เราเห็น หรือเราตัดสินร่างกายของเราและใช้สัญลักษณ์ พูดความลวง กับตัวเอง มันเป็นความจริงจริงหรือที่เรา เดียเกินไปหรือสูงเกินไป อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราไม่สวย มันเป็นความจริง จริงหรือที่เราไม่สมบูรณ์

Who is the person who is speaking in our brains? We assume that it is us. But if I am the person who is speaking, who is the person who is listening? We who are knowledgeable are those who are speaking in our brains, telling us what we are. We human beings are listening, but we human beings exist before us who are. A long time ago We lived a long time before We will understand all symbols.

Before we learn to speak And like children before they learn to speak We are completely our true self. We are not pretending to be what we are not. Without this knowledge We believe in ourselves completely. We love ourselves completely. Before we knew it We are truly free to be ourselves because of our opinions and stories. Everything from others is not in our brains.

Our brains are full of knowledge. But how do we use that knowledge? How do we use words when we describe ourselves when we look at ourselves in the mirror? We like what we see or we judge our bodies and use symbols. Saying a delusion to yourself Is it true that we Too single or too high Too fat or too thin Is it true that we are not beautiful? it’s true Is it true that we are not perfect?

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใช้ถ้อยคําแสดงความคิดเห็น

ถ้อยคำต่างๆ ที่เราเรียนรู้มาการ ใช้ถ้อยคํา แสดงความคิดเห็น มีเหตุการณ์มากมายอยการใช้ความสนใจ

ใช้ถ้อยคํา
ใช้ถ้อยคํา

เรื่องราวของครอบครัวของเรา เรื่องราวของชุมชนของเรา เรื่องราวของประเทศของเรา เรื่องราวของมนุษย์ เรื่องราว ของโลก เราแต่ละคนมีเรื่องราวที่เราแบ่งปันกัน มีสาร ที่เราส่งให้ตัวเราเอง ส่งให้แก่ทุกคนและทุกสรรพสิ่ง ที่อยู่รอบตัวเรา

เราถูกโปรแกรมให้ส่ง ใช้ถ้อยคํา และการสร้างสรรค์สาร เหล่านั้นก็คือศิลปะอันยอดเยี่ยมที่สุดของเรา สารนั้นคือ อะไร สารนั้นคือชีวิตของเรานี่เอง เราสร้างเรื่องราว ส่วนใหญ่ของเรา รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เรา รับรู้ด้วยสารนี้ เราสร้างความจริงเสมือนขึ้นในใจเรา และเราก็ดํารงชีวิตอยู่ในความจริงนั้น เวลาที่เราคิด เราคิด ด้วยภาษาของเรา เราคิดด้วยสัญลักษณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งมีความหมายต่อเราซ้ําแล้วซ้ําอีก เราส่งสารให้ตัวเอง และสารนั้นก็เป็นความจริงสําหรับเรา เพราะเราเชื่อว่า มันคือความจริง

เรื่องราวของเราคือทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเรา ในที่นี้ ผมกําลังหมายถึงเราที่เป็นความรู้ ซึ่งเราเชื่อว่าเราเป็น ไม่ใช่ในความหมายของตัวเราที่หมายถึงมนุษย์อย่างที่เรา เป็นจริงๆ อย่างที่เราเห็น ผมแยกความแตกต่างระหว่าง

เรากับตัวเราเพราะคําหนึ่งเป็นความจริง ส่วนอีกคําหนึ่งนั้น ไม่เป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นความจริง ตัวเราคือความจริง ส่วนเราที่เป็นความรู้-เราคํานี้ไม่เป็น ความจริง แต่เป็นความจริงเสมือน เราดํารงอยู่เพียงเพราะ ข้อตกลงที่เรากําหนดกับตัวเองและคนอื่นรอบๆ ตัวเรา เราที่เป็นความรู้ มาจากสัญลักษณ์ที่เราได้ยินในสมอง ของเราเอง มาจากความคิดเห็นทั้งหมดของคนที่เรารัก คนที่เราไม่รัก คนที่เรารู้จัก และคนที่เราไม่เคยรู้จัก

That we have learned There are many events that use interest.

The story of our family The story of our community The story of our country Human stories. Stories of the world. Each of us has stories we share, messages we send to ourselves. Send to everyone and everything That is around us

We were programmed to send messages. And substance creation Those are our greatest art. What that substance is, that substance is our life. We create stories Most of us Including stories about various things that we perceive with this material We create virtual reality in our hearts. And we live in that truth When we think, we think in our language. We think with all these symbols. Which means to us repeatedly and again We send messages to ourselves. And that substance is true for us. Because we believe that It is a fact

Our story is everything we know about us. Here I am referring to us as knowledge. Which we believe that we are Not in our own sense of the human being, as we really are, as we see it I distinguish between

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่