เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง

 เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง ในประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดว่าคนที่เรารักมากที่สุดไม่ได้รู้จักเราอย่างแท้จริง และเราก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาอย่างแท้จริงเช่นกัน สิ่งเดียวที่เรารู้เกี่ยวกับพวกเขาคือสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับพวกเขา เรารู้จักเพียงภาพที่เราสร้างขึ้นและภาพนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง แต่เราคิดว่าเรารู้จักพ่อแม่ของเรา คู่ชีวิตของเรา ลูกๆ ของเราและเพื่อนๆ ของเราเป็นอย่างดี

แต่ความจริงก็คือเราไม่รู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของพวกเขาและ สิ่งที่พวกเขากำลังคิดสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึก สิ่งที่พวกเขากำลังฝัน สิ่งที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ เราคิดว่าเรารู้จักตัวเราเองแล้วเราก็ได้ข้อสรุปว่า เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง เพราะเราแสร้งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นมานานแล้ว ด้วยตระหนักรู้นี้ เรารู้ว่ามันน่าขันขนาดไหนที่พูดว่า “คนรักของฉันไม่เข้าใจฉันเลย ไม่มีใครเข้าใจตัวฉันเลย”

แน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจ เราเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลยบุคลิกของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามบทบาทที่เรากำลังแสดงอยู่ ตามตัวละครรองในเรื่องราวของเราาตามความฝันของตัวเราในขณะนั้นที่บ้านเรามีบุคลิกอย่างหนึ่ง ที่ทำงานเรามีบุคลิกอย่างหนึ่ง เราจะแสดงออกด้วยความโกรธ และใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุการณ์สะเทือนความรู้สึกอันเปล่าประโยชน์

เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง

We don’t even know ourselves. On this point, it is obvious that the people we love the most do not truly know us. And we really didn’t know them either. The only thing we know about them is

what we believe about them. We know only the images that we create and that they are not their true self. We don’t even know ourselves. But we think that we know our parents Our partners, our children and friends Ours as well

But the truth is we don’t know what’s going on in their world and What they are thinking what they are feeling What they are dreaming What is more surprising is that We think that we know ourselves and we come to the conclusion that We don’t even know ourselves.

Because we pretend to be things that we haven’t been around in a long time With this awareness We know how ridiculous it is to say “My lover doesn’t understand me at all. No one understands me. ”

Of course, they do not understand I myself don’t understand myself yet. Our personality is constantly changing as we play. According to the secondary characters in our story,

according to our dreams at that time, in our home has a personality At work, we have a personality. We will show anger. And use words that cause conflicts and inconvenience

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

พูดความลวง
พูดความลวง

เราคิดไปเอง ว่านั่นคือเรา แต่ถ้าเราคือคนที่กําลังพูด พูดความลวง แล้วใครคือ คนที่กําลังฟัง เราที่เป็นความรู้คือคนที่กําลังพูดอยู่ในสมอง ของเรา กําลังบอกกับเราถึงสิ่งที่เราเป็น เราที่เป็นมนุษย์ กําลังฟัง แต่เราที่เป็นมนุษย์ดํารงอยู่มาก่อนเราที่เป็น ความรู้เนิ่นนานมาแล้ว เราดํารงอยู่มานานแล้วก่อนที่ เราจะเข้าใจสัญลักษณ์ทั้งปวง

ก่อนที่เราจะเรียนรู้การพูด และเช่นเดียวกับเด็กก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้การพูด เราเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราอย่างสมบูรณ์ เราไม่ได้ เสแสร้งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น โดยไม่ต้องมีความรู้นี้ เราเชื่อในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เรารักตัวเองอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่เรารู้จักความรู้ เราเป็นอิสระที่จะเป็นตัวเรา อย่างแท้จริง เพราะความคิดเห็นและเรื่องราวทั้งหลาย ทั้งปวงจากผู้อื่นไม่ได้อยู่ในสมองของเรา

สมองของเราเต็มไปด้วยความรู้ แต่เราใช้ความรู้นั้น อย่างไร เราใช้ถ้อยคําอย่างไรเวลาที่เราบรรยายถึง ตัวเราเอง เวลาที่เรามองดูตัวเองในกระจก เราชอบสิ่งที่ เราเห็น หรือเราตัดสินร่างกายของเราและใช้สัญลักษณ์ พูดความลวง กับตัวเอง มันเป็นความจริงจริงหรือที่เรา เดียเกินไปหรือสูงเกินไป อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราไม่สวย มันเป็นความจริง จริงหรือที่เราไม่สมบูรณ์

Who is the person who is speaking in our brains? We assume that it is us. But if I am the person who is speaking, who is the person who is listening? We who are knowledgeable are those who are speaking in our brains, telling us what we are. We human beings are listening, but we human beings exist before us who are. A long time ago We lived a long time before We will understand all symbols.

Before we learn to speak And like children before they learn to speak We are completely our true self. We are not pretending to be what we are not. Without this knowledge We believe in ourselves completely. We love ourselves completely. Before we knew it We are truly free to be ourselves because of our opinions and stories. Everything from others is not in our brains.

Our brains are full of knowledge. But how do we use that knowledge? How do we use words when we describe ourselves when we look at ourselves in the mirror? We like what we see or we judge our bodies and use symbols. Saying a delusion to yourself Is it true that we Too single or too high Too fat or too thin Is it true that we are not beautiful? it’s true Is it true that we are not perfect?

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใช้ถ้อยคําแสดงความคิดเห็น

ถ้อยคำต่างๆ ที่เราเรียนรู้มาการ ใช้ถ้อยคํา แสดงความคิดเห็น มีเหตุการณ์มากมายอยการใช้ความสนใจ

ใช้ถ้อยคํา
ใช้ถ้อยคํา

เรื่องราวของครอบครัวของเรา เรื่องราวของชุมชนของเรา เรื่องราวของประเทศของเรา เรื่องราวของมนุษย์ เรื่องราว ของโลก เราแต่ละคนมีเรื่องราวที่เราแบ่งปันกัน มีสาร ที่เราส่งให้ตัวเราเอง ส่งให้แก่ทุกคนและทุกสรรพสิ่ง ที่อยู่รอบตัวเรา

เราถูกโปรแกรมให้ส่ง ใช้ถ้อยคํา และการสร้างสรรค์สาร เหล่านั้นก็คือศิลปะอันยอดเยี่ยมที่สุดของเรา สารนั้นคือ อะไร สารนั้นคือชีวิตของเรานี่เอง เราสร้างเรื่องราว ส่วนใหญ่ของเรา รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เรา รับรู้ด้วยสารนี้ เราสร้างความจริงเสมือนขึ้นในใจเรา และเราก็ดํารงชีวิตอยู่ในความจริงนั้น เวลาที่เราคิด เราคิด ด้วยภาษาของเรา เราคิดด้วยสัญลักษณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งมีความหมายต่อเราซ้ําแล้วซ้ําอีก เราส่งสารให้ตัวเอง และสารนั้นก็เป็นความจริงสําหรับเรา เพราะเราเชื่อว่า มันคือความจริง

เรื่องราวของเราคือทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเรา ในที่นี้ ผมกําลังหมายถึงเราที่เป็นความรู้ ซึ่งเราเชื่อว่าเราเป็น ไม่ใช่ในความหมายของตัวเราที่หมายถึงมนุษย์อย่างที่เรา เป็นจริงๆ อย่างที่เราเห็น ผมแยกความแตกต่างระหว่าง

เรากับตัวเราเพราะคําหนึ่งเป็นความจริง ส่วนอีกคําหนึ่งนั้น ไม่เป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นความจริง ตัวเราคือความจริง ส่วนเราที่เป็นความรู้-เราคํานี้ไม่เป็น ความจริง แต่เป็นความจริงเสมือน เราดํารงอยู่เพียงเพราะ ข้อตกลงที่เรากําหนดกับตัวเองและคนอื่นรอบๆ ตัวเรา เราที่เป็นความรู้ มาจากสัญลักษณ์ที่เราได้ยินในสมอง ของเราเอง มาจากความคิดเห็นทั้งหมดของคนที่เรารัก คนที่เราไม่รัก คนที่เรารู้จัก และคนที่เราไม่เคยรู้จัก

That we have learned There are many events that use interest.

The story of our family The story of our community The story of our country Human stories. Stories of the world. Each of us has stories we share, messages we send to ourselves. Send to everyone and everything That is around us

We were programmed to send messages. And substance creation Those are our greatest art. What that substance is, that substance is our life. We create stories Most of us Including stories about various things that we perceive with this material We create virtual reality in our hearts. And we live in that truth When we think, we think in our language. We think with all these symbols. Which means to us repeatedly and again We send messages to ourselves. And that substance is true for us. Because we believe that It is a fact

Our story is everything we know about us. Here I am referring to us as knowledge. Which we believe that we are Not in our own sense of the human being, as we really are, as we see it I distinguish between

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ซื่อบริสุทธิ์

เช่นเดียวกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เรา  เราเชื่อสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่คน ซื่อบริสุทธิ์ อื่นๆ บอกกับเรา เรา เห็นด้วย และข้อมูลก็ถูกเก็บเอาไว้ในความทรงจําของเรา ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้เข้ามาในจิตใจของเราด้วยการตกลง และคงอยู่ในใจของเราด้วยการตกลง แต่เริ่มแรกมันผ่านมา ทางความสนใจไม่กระทําบาปด้วยวาจา

ซื่อบริสุทธิ์
ซื่อบริสุทธิ์

ความสนใจเป็นสิ่งสําคัญมากสําหรับมนุษย์ เพราะมัน คือความ ซื่อบริสุทธิ์ ส่วนหนึ่งของจิตใจ ที่สามารถทําให้เกิดสิ่งที่เป็นไปได้ สําหรับเรา เพื่อให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือพิจารณา ถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ข้อมูลจากภายนอกส่งเข้ามา ภายในตัวเราผ่านทางความสนใจและในทํานองกลับกันด้วย ความสนใจเป็นช่องทางที่เราใช้เพื่อส่งและรับสารระหว่าง

เรื่องราวของเรา ข้อตกลงประการแรก : ไม่กระทําบาปด้วยวาจา

หลายพันปีมาแล้ว มนุษย์พยายามที่จะเข้าใจจักรวาล ธรรมชาติ และธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ เป็นเรื่อง น่าทึ่งที่ได้เฝ้ามองมนุษย์ทําสิ่งต่างๆ ทั่วโลก ในสถานที่ และวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกอันแสนสวยงามใบนี้ มนุษย์พยายามอย่างมากที่จะทําความข้าใจ แต่ในการ ทําความเข้าใจนั้นทําให้เราตั้งสมมุติฐานขึ้นมาจํานวนมาก ในฐานะของศิลปิน เราบิดเบือนความจริงและสร้างทฤษฎี อันน่าอัศจรรย์ที่สุดขึ้น เราสร้างหลักปรัชญาทั้งหมด และสร้างศาสนาที่น่าอัศจรรย์ที่สุด เราสร้างเรื่องราวและ ความเชื่องมงายเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมทั้งตัวของเราเอง และนี่คือจุดสําคัญ นั่นคือ เราสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มนุษย์เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งการสร้างสรรค์

เราสร้างสรรค์เรื่องราวด้วยถ้อยคําต่างๆ ที่เราเรด อยู่ตลอดเวลา เราแต่ละคนใช้ถ้อยคําแสดงความ และแสดงมุมมองของตัวเอง มีเหตุการณ์ นับไม่ถ้วนเกิดขึ้นรอบตัวเรา และด้วยการใช้ความ เราสามารถนําเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้มาใส่เอาไฯ เรื่องราวหนึ่งๆ ได้ เราสร้างสรรค์เรื่องราวของชีวิตเรา

Same as the computer We are innocent We believe what our parents or other adults have told us. We agree and the information is stored in our memories. Everything we learn comes to our minds by agreement. And remain in our hearts by agreement But initially it came In the interest of not committing sins with words

Attention is very important to humans because it is part of the mind. That can make something possible for us to focus on one thing or consider all the possibilities External data submitted Within us through interests and vice versa. Attention is the way we use to send and receive messages between

Our story First deal: do not commit sins verbally

We create stories with words we always red. Each of us uses expressions. And show your point of view. There are countless events happening around us. And by using We can bring various events. These can be put in A story. We create stories of our lives

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ในการปรับชีวิตของมนุษย์

  ในการปรับชีวิตของมนุษย์

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะพูด คนที่ดูแลเราสอนสิ่งที่พวกเขารู้ ให้เรา นั่นคือ พวกเขาโปรแกรมเราด้วยความรู้ คนที่เรา อาศัยอยู่ด้วยมีความรู้มากมาย รวมทั้งกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ทางสังคม ศาสนา และศีลธรรมในวัฒนธรรมของพวกเขา พวกเขาดึงความสนใจของเรา ส่งต่อข้อมูล และสอนเรา ให้เป็นเหมือนพวกเขา เราเรียนรู้ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ตามสังคมที่เราถือกําเนิดขึ้นมา เราเรียนรู้ที่จะประพฤติ ตามแนวทางที่ “ถูกต้อง” ในสังคมของเรา ซึ่งหมายความถึง วิถีทางของการเป็นคน “ดี”

 

ความจริงแล้ว เราถูกปรับชีวิตแบบเดียวกับสุนัข แมว หรือสัตว์อื่นๆ โดยผ่านระบบของการลงโทษและการให้ รางวัล เราถูกบอกว่าเราเป็นเด็กดี เมื่อเราทําสิ่งที่ผู้ใหญ่

ต้องการให้เราทํา เราเป็นเด็กไม่ดี เมื่อเราไม่ทําสิ่งที่พวก ต้องการให้เราทํา บางครั้งเราก็ถูกทําโทษโดยที่ไม่ได้ ทําความผิด และบางครั้งเราก็ได้รับรางวัลโดยไม่ได้ทํา ในสิ่งที่ถูก ด้วยกลัวว่า

ในการปรับชีวิตของมนุษย์
ในการปรับชีวิตของมนุษย์

จะถูกทําโทษและกลัวว่าจะไม่ได้รับ รางวัล เราจึงเริ่มพยายามที่จะทําให้ผู้อื่นพอใจ เราพยายาม จะเป็นเด็กดี เพราะเด็กไม่ดีจะถูกลงโทษ และไม่ได้ รับรางวัล

ในการปรับชีวิตของมนุษย์ กฏเกณฑ์และค่านิยมต่างๆ ในครอบครัวและสังคมของเราเป็นตัวกําหนดเรา เราไม่มี โอกาสเลือกความเชื่อของเรา เราถูกบอกให้เชื่อและไม่เชื่อ อะไร คนที่เราอาศัยอยู่ด้วยต่างแสดงความเห็นของพวกเขา กับเรา อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด อะไรสวย อะไรไม่สวย ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ถูกดาวน์โหลดลงในสมอง ของเรา

When we learn to speak The people who care for us teach what they know to us: they program us with knowledge. The people we live with have a lot of knowledge. Including all rules of society, religion and morality in their culture They draw our attention, pass on information and teach us to be like them. We learn to be men or women. According to the society in which we originate We learn to behave in a “right” way in our society. Which means The way of being a “good” person

In fact, we were adjusted to the same life as dogs, cats, or other animals. Through the system of punishment and reward, we are told that we are good children. When we do things that adults

Want us to do We are a bad boy When we do not do what they Want us to do Sometimes we get punished for not doing anything wrong, and sometimes we get rewarded for not doing what is right, afraid of being punished and afraid of not getting the reward, so we start to try to To make others happy, we try to be good children because bad children are punished and not rewarded.

In the adjustment of human life Rules and values In our family and society it determines us. We have no opportunity to choose our beliefs. We are told to believe and do not believe. The people we live in have expressed their opinions with us, what is good and what is not good. What is right and wrong, what is beautiful and what is not beautiful. All of this data is downloaded into our brains.

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ร่างกายและ จิตใจ ของเราเริ่มเติบโต

ร่างกายและ จิตใจ ของเราเริ่มเติบโต

จิตใจ
จิตใจ

จิตใจ ของเราเริ่มมีวุฒิภาวะ และเราก็เริ่มใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการส่งสารของเรา เช่นเดียวกับที่นกเข้าใจนก แมวเข้าใจแมว มนุษย์เข้าใจ มนุษย์ผ่านการใช้สัญลักษณ์ หากเราเกิดบนเกาะแห่งหนึ่ง แล้วอยู่ที่นั่นเพียงลําพัง อาจจะนานถึงสิบปี เราจะเรียกชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น และใช้ภาษานั้นเพื่อสื่อสาร แม้ว่า จะเป็นแค่การสื่อสารกับตัวเอง ทําไมเราทําสิ่งนี้ เอาละ

มันเข้าใจได้ง่ายมาก และไม่ใช่เพราะมนุษย์เฉลียวฉลาด แต่เป็นเพราะเราถูกโปรแกรมให้สร้างภาษา และสร้าง สัญลักษณ์ทุกอย่างขึ้นมาเพื่อตัวเรา

อย่างที่เรารู้ มนุษย์ทั่วโลกพูดและเขียนภาษาต่างๆ นับหลายพันภาษา มนุษย์สร้างสัญลักษณ์ทุกอย่างขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นเท่านั้น แต่ที่สําคัญยิ่งกว่าคือ การสื่อสารกับตัวเอง สัญลักษณ์สามารถเป็นเสียงที่เราพูด การเคลื่อนไหวที่เรากระทํา หรือลายมือและเครื่องหมาย ต่างๆ ที่เขียนขึ้นมา มีสัญลักษณ์สําหรับสิ่งของ ความคิด ดนตรี และคณิตศาสตร์ แต่การออกเสียงนั้นเป็นขั้นแรกสุด

นั่นคือ เราเรียนรู้การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อที่จะพูด

มนุษย์ที่เกิดมาก่อนเราตั้งชื่อให้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ไว้แล้ว และพวกเขาก็สอนความหมายของเสียงนั้นให้เรา พวกเขา เรียกสิ่งนี้ว่าโต๊ะ เรียกสิ่งนี้ว่าเก้าอี้ พวกเขายังเรียกสิ่งต่างๆ ที่มีเฉพาะอยู่ในจินตนาการของเราด้วย อย่างนางเงือกและ ยูนิคอร์น คําทุกคําที่เราเรียนรู้เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ มีอยู่จริงหรือสิ่งที่มีอยู่ในจินตนาการ และมีคํามากมาย

หลายพันคําให้เรียนรู้ หากเราสังเกตเด็กที่มีอายุตั้งแต่หนึ่ง จนถึงสี่ขวบ เราจะเห็นได้ถึงความพยายามของพวกเขา ในการเรียนรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ต่างๆ มันคือความพยายาม อย่างหนักซึ่งเราไม่ได้นึกถึง เพราะความคิดของเรา ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ แต่ด้วยการย้ําซ้ําๆ และการฝึกฝน ทําให้เราเรียนรู้ที่จะพูดในที่สุด

Our minds begin to have maturity. And we began to use various symbols In our messenger Just as birds understand birds, cats understand humans, humans understand humans through the use of symbols.

If we were born on an island And being there alone Maybe up to ten years We will call names Everything we see And use that language to communicate even if it’s just communication with yourself Why do we do this?

Humans born before us give names to things. That already exists And they teach us the meaning of that sound, they call this the table Call this the chair They also call things That exists only in our

imagination Like mermaids and unicorns. Every word we learn is a symbol of things Exist or something that exists in the imagination And there are many words

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

พลังแห่งสัญลักษณ์ THESE LETTERS ARE BLUE.

การเริ่มต้น ทั้งหมดอยู่ในการโปรแกรม นับตั้งแต่ชั่วขณะที่เราเกิด เราส่งสารมาสู่โลก

การเริ่มต้น

การเริ่มต้น สารนั้น คืออะไร สารนั้นคือตัวเรา เด็กน้อยคนนั้นนั่นเอง มันคือการปรากฏของเทพหรือผู้ส่งสารจาก

พระผู้เป็นเจ้า ผู้ส่งสาร จากอนันตภาพในร่างของมนุษย์ อนันตภาพ พลังทั้งมวล

สร้างโปรแกรมขึ้นมาสําหรับเราโดยเฉพาะ และทุกสิ่ง ที่เราต้องการเพื่อเป็นสิ่งที่เราเป็นนั้น

อยู่ในการโปรแกรม เราเกิด เติบโต แต่งงาน เริ่มเข้าสู่วัยแก่ชรา และกลับไปสู่

อนันตภาพในท้ายที่สุด เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเราคือ จักรวาลของตัวมันเอง

มันฉลาด สมบูรณ์แบบ และ ถูกโปรแกรมให้เป็นสิ่งที่มันเป็นเราถูกโปรแกรมให้เป็นตัวเรา

เป็นสิ่งที่เราเป็น และการโปรแกรมก็ไม่มีผลต่อสิ่งที่ใจเราคิดว่าเราเป็น

การโปรแกรมไม่ได้อยู่ในความคิด มันอยู่ในร่างกายอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่า

ดีเอ็นเอและในตอนเริ่มต้น เราทําตามภูมิปัญญาของมันโดยสัญชาตญาณ เมื่อตอน

เป็นเด็กตัวเล็กๆ เรารู้ว่าเราชอบและไม่ชอบอะไร รู้ว่า เมื่อไรที่เราชอบและไม่ชอบ

เราทําตามสิ่งที่เราชอบ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราไม่ชอบ เราทําตาม

สัญชาตญาณของเรา และสัญชาตญาณเหล่านั้นนําทาง ให้เราพบกับความสุข

สนุกกับชีวิต เล่น รัก และทําสิ่งที่เรา ปรารถนาให้เป็นจริง จากนั้นเกิดอะไรขึ้น

Part 1 The power of the symbol THESE LETTERS ARE BLUE.

All the beginning is in the program. Since the moment we were born We send messages to the world.

What is the beginning of that substance? That substance is ourselves. That little boy It is the appearance of a god or messenger from

The Messiah from infinite images in human form. Infinity images of all power.

Create a program for us specifically and everything we need to be what we are.

In the program, we were born, grew up, married, began to enter the old age and returned to

Infinity in the end Every cell in our body is The universe itself

It’s intelligent, perfect, and programmed to be what it is. We are programmed to be ourselves.

Is who we are And the program does not affect what our hearts think we are

Programming is not in the mind. It’s in the body in what we call

DNA and at the beginning We follow their wisdom instinctively when

A little boy We know what we like and dislike, knowing when we like and dislike.

We follow what we like. And try to avoid what we don’t like. We follow

Our instincts And those instincts lead the way Let us find happiness

Enjoy life, play love and do what we Wish to come true Then what happened

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

หลายปีมาแล้ว ผมเริ่มสอนบางหลักการในหนังสือเล่มนี้

ให้ลูกศิษย์ ของผมแต่แล้วผมก็หยุดสอนไป เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามพูด

ให้ลูกศิษย์

ให้ลูกศิษย์ แม้ว่าผมจะแบ่งปันข้อตกลงประการที่ห้ากับลูกศิษย์ของผม

แต่ผมก็ค้นพบว่าไม่มีใครพร้อมที่จะเรียนรู้หลักการ ของข้อตกลงนี้ หลายปีต่อมา ดอน โฮเซ

ลูกชายของผม เริ่มแบ่งปันหลักการเดียวกันนี้กับนักเรียนกลุ่มหนึ่งและเขาก็ประสบความสําเร็จ

ขณะที่ผมล้มเหลว บางที เหตุผลที่ดอน โฮเซ่ประสบความสําเร็จอาจเป็นเพราะ

เขามีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในการแบ่งปันสาร ที่ต้องการสื่อออกไป

ตัวตนที่แท้จริงของเขาพูดความจริง และท้าทายความเชื่อของผู้ที่เข้าเรียนในชั้น

เขาทําให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น

ดอน โฮเซ่ รูอิซ เป็นลูกศิษย์ของผมตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ เขาเรียนรู้ที่จะพูดในหนังสือนี้

ผมขอแนะนําลูกชายของผม และขอนําเสนอแก่นแท้ของหลักการที่เราเสนอร่วมกัน

มากว่าเจ็ดปีเพื่อรักษาสารที่สื่อออกมาให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทําได้และรักษาเสียง

ของบุรุษที่หนึ่งของหนังสือเล่มก่อนๆ ในชุดภูมิปัญญาของทอลเท็ค

เราจึงเลือกที่จะนําเสนอ ข้อตกลงประการที่ห้า ในรูปแบบการเขียนโดยใช้บุรุษที่หนึ่ง

เหมือนเดิม ในหนังสือเล่มนี้ เราพูดกับผู้อ่านด้วยเสียง หนึ่งเสียง และหัวใจหนึ่งดวง

Many years ago I began to teach some principles in this book.

For my pupils but then I stopped teaching Because no one seems to understand what I am trying to say

To the students even though I shared the fifth agreement with my students.

But I discovered that no one was ready to learn the principles. Of this agreement, many years later, Don Jose

My son started sharing the same principles with a group of students and he was successful.

While I failed, perhaps the reason that Don Jose was successful was because

He has full faith in sharing the substance. That needs to be conveyed

His true self spoke the truth. And challenge the beliefs of those enrolled in the class

He caused The huge changes in their lives

Don José Ruiz has been my pupil since childhood, since he learned to speak in this book.

I would like to introduce my son. And would like to present the essence of the principles we propose together

For more than seven years to preserve the message that is as direct as possible and to preserve the sound

Of the first man in previous books In the Total Tech wisdom

We therefore choose to present Fifth Agreement In the form of writing using the first man

Same as in this book We speak to readers with one voice and one heart.

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

หลักในข้อตกลงสี่ประการพูดกับหัวใจของมนุษย์

ทุกคนล้วนแล้ว ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวัยชรา ข้อตกลงเหล่านี้พูดกับผู้คน

ทุกคนล้วนแล้ว

ทุกคนล้วนแล้ว ในทุกวัฒนธรรมทั่วโลก คนที่พูดภาษาต่างๆ คนที่นับถือ

ศาสนาและหลักปรัชญาต่างๆ แต่ละคนได้รับการสอน มาจากโรงเรียนที่แตกต่างกัน

ตั้งแต่โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม จนถึมหาวิทยาลัย หลักในข้อตกลง

สี่ประการเข้าถึงทุกคน เพราะข้อตกลงเหล่านี้ถือเป็น สามัญสํานึกล้วนๆ

ถึงเวลาที่จะมอบของขวัญอีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ ข้อตกลง ประการที่ห้า

ข้อตกลงประการที่ห้าไม่ได้รวมอยู่ในหนังสือ เล่มแรกของผมเพราะในเวลานั้น

ข้อตกลงสี่ประการแรก เพียงพอสําหรับการท้าทาย แน่นอนว่าข้อตกลงประการที่ห้า

สร้างขึ้นจากถ้อยคํา แต่ความหมายและเจตนาของมัน อยู่เหนือถ้อยคํา

ข้อตกลงประการที่ห้าเป็นเรื่องของการมอง ความจริงทั้งหมดของตัวเราด้วยสายตาของความเป็นจริง

โดยปราศจากถ้อยคํา ผลลัพธ์ของการฝึกข้อตกลงประการ ที่ห้าคือการยอมรับตัวเอง

อย่างที่คุณเป็น และยอมรับผู้อื่น อย่างที่พวกเขาเป็นอย่างสมบูรณ์

สิ่งตอบแทนที่ได้รับคือ ความสุขชั่วนิรันดร์

The four principles of the agreement speak to the human heart.

Everyone is all From childhood to old age, these agreements speak to people.

Everyone is all In every culture around the world People who speak different languages, people who respect

Religions and philosophies Each person is taught Come from different schools

Since elementary school Secondary school Until the university Agreement

Four things reach everyone. Because these agreements are considered All common sense

It’s time to give another gift. That is the Fifth Agreement.

The fifth agreement is not included in the book. My first book, because at that time

The first four terms Enough to challenge Of course, the fifth agreement

Created from words But its meaning and intent Above the words

The Fifth Agreement is a matter of looking The whole truth of ourselves with the eyes of reality.

Without words Results of practice agreement The fifth is to accept yourself.

As you are And accept others As they are completely

The compensation received Eternal happiness

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

รอบแรกที่เราอ่านข้อตกลงสี่ประการ

มนตร์วิเศษ ของมันจะเริ่มทํางาน ซึ่งลึกซึ้งยิ่งกว่าถ้อยคําที่เรากําลังอ่าน

มนตร์วิเศษ

มนตร์วิเศษ  เรารู้สึกว่าเรารู้ความหมายของคําทุกคําในหนังสือ เรารู้สึก ถึงมัน

มนตร์วิเศษ แต่บางทีเราอาจจะไม่เคยเข้าถึงถ้อยคําเหล่านี้เลย ก็ได้ เมื่อเราอ่านหนังสือนี้ครั้งแรก

มันท้าทายสิ่งที่เราเชื่อ และนําเราไปพบกับข้อจํากัดของการทําความเข้าใจของเรา

เรายุติข้อตกลงอันมีข้อจํากัดไปหลายข้อ และเอาชนะการ ท้าทายหลายอย่าง

แต่แล้วเราก็พบกับความท้าทายแบบใหม่ เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้รอบที่สอง

เราจะรู้สึกราวกับว่าเรา กําลังอ่านหนังสือที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เพราะ ข้อจํากัดของการทําความเข้าใจของเราได้ขยายขอบเขต กว้างขึ้น

มันนําเราไปสู่การตระหนักรู้ตัวตนของเราในระดับ ที่ลึกลงกว่าเดิมและในขณะนั้น

เราจะไปถึงข้อจํากัดที่เรา สามารถไปถึงได้ และเมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้รอบที่สาม

มันจะเหมือนกับว่าเรากําลังอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งเพราะข้อตกลงสี่ประการคือมนตร์วิเศษ

ข้อตกลง เหล่านี้จะช่วยให้เรานําตัวตนที่แท้จริงกลับคืนมาได้เช่นเดียวกับมนตร์วิเศษ

ด้วยการฝึกปฏิบัติ ข้อตกลงง่าย สี่ประการนี้จะนําเราไปสู่สิ่งที่เราเป็นอย่างแท้จริง

ไม่ใช่สิ่งที่ เราเสแสร้งแกล้งทํา และแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่เราต้อง นั่นคือ สิ่งที่เราเป็นอย่างแท้จริง

The first round we read four terms

His magic will begin to work. Which is deeper than the words we are reading

We feel that we know the meaning of every word in the book. We feel it.

But maybe we may never have access to these words when we first read this book.

It challenges what we believe. And bring us to the limits of our understanding

We ended the agreement with many limitations and overcome many challenges.

But then we found a new challenge When we read this second round

We will feel as though we Reading a completely different book

Because of the limitations of our understanding of the wider scope

It leads us to realize our level of self-awareness. Deeper than before and at that time

We will reach the limits that we Can reach And when we read this third book

It would be like we are reading another book because the four terms are magic.

These agreements will help us bring back the true identity as well as magic.

By practicing these four simple terms, it will lead us to what we truly are.

Not what We pretend to pretend And of course this is what we need, that is what we truly are

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่