การเอาชนะใจตนเอง

การเอาชนะใจตนเอง

การเอาชนะใจตนเอง เป็นการทำได้ยาก แต่ถ้าลองทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งที่สอง และ ที่สาม ก็จะสามารถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น การเริ่มชนะใจตนเอง สามารถกล่าวได้ว่า เป็นสิ่งสำคัญ โดยเราจะต้อง กำจัดความความเกียจคร้านเสียแต่วันนี้

และ เริ่มต้นเป็นคนขยัน มานะ พากเพียร แล้ววันต่อๆไปเราก็ต้องเตือนตัวเองให้ตั้งมั่นใอยู่ในความหมั่นขยัน และ กระตือรือร้นอยู่เสมอ ไม่นานนิสัยความเพียรพยายามก็จะฝังติดตัวเราได้

ความจริงวิธีแก้ความเกียจคร้านของคนเรา สรุปได้ก็คือ ต้องรู้จักเอาชนะใจตนเอง วิธีเอาชนะใจตนเองทำอย่างไรก็ต้องแล้วแต่ละคนที่จะต้องเรียนรู้ตนเอง และ นำไปปรับใช้ แก้ไข เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม

การกระทำต้องอยู่ในทางสบายกลาง อย่าเข้มงวดมากเกินไป เพราะถ้าไม่ได้ อาจจะหมดกำลังใจ ไม่ทำเอาเสียเลย เหมือน คนลดน้ำหนัก ถ้าค่อยๆเริ่มลด จะถาวร เพราะ สร้างนิสัย ให้ยอมรับพฤติกรรมการกินแบบใหม่

แบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่ใช่ จะลดความอ้วน ก็หยุดทานขนมหรืออะไรที่เคยชอบ เพราะอยากให้ลดน้ำหนักได้เร็ว ซึ่งอาจจะได้ผล แต่ไม่ช้าความต้องการของจิตใจ ก็จะทำให้กลับไปทานขนมหรืออะไรที่เคยชอบได้โดยง่าย

การเอาชนะใจตนเอง

Self-defeating

To overcome oneself is difficult. But if try it once, then the second and the third time will be easier Starting to win oneself Can say that It is important that we must get rid of laziness today.

And beginning to be diligent, diligent, and the next day we must remind ourselves to be persistent in diligence and enthusiasm. Soon the perseverance and habit will bury us.

The truth of how to cure one’s laziness. In short, you must know how to overcome your own heart. How to overcome your own heart is to do it. Each person must learn to apply and apply it to solve problems immediately.

Action must be in a comfortable way. Don’t be too strict. Because if not May be discouraged Do not lose at all like a person losing weight, if gradually start to lose, it will be permanent because of the habit of accepting new eating habits

Gradually, not gradually to lose weight, stop eating snacks or anything you like. Because he wants to lose weight quickly Which may be effective But soon the needs of the mind Will make it easier to go back to eat snacks or anything you like

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง

สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง

สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง หากคุณกำลังรอแรงจูงใจหรือกำลังใจจากผู้อื่นโอกาสที่จะชนะตัวเองอาจวิ่งได้ทุกที่ เพื่อที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละวันสิ่งสำคัญคือแรงผลักดันที่มาจากภายในตัวเรา แม้ว่าชีวิตในแต่ละวันจะเพิ่มขึ้นและลดลง

แต่ยังคงมีแรงจูงใจที่จะผลักดันตัวเองให้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเพราะไม่เช่นนั้นในท้ายที่สุดมันอาจจบลงด้วยชีวิตที่หายไปหรือเศร้าในภายหลังกล่าวอีกนัยหนึ่งแรงจูงใจเป็นเหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของเราหรือไม่

แรงจูงใจที่มาจากการต้องการผลตอบแทนหรือต้องการหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่ดีนั้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับการมีแรงจูงใจที่มาจากบางสิ่งที่ร้ายแรงซึ่งก็คือการรู้ว่าคุณสนใจในสิ่งใดและให้สิ่งเหล่านี้เพื่อกระตุ้นตัวเอง จะช่วยในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่คาดไว้

และเมื่อใดก็ตามที่เราสามารถถอนตัวและจากนั้นเป็นตัวคุณเองเราจะกลายเป็นคนที่กำหนดตัวเอง เกี่ยวกับว่าเราเป็นใครหรือเราเป็นคนแบบไหนซึ่งหมายความว่าเราจะมีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีทางเลือกในชีวิต และมีอิสระมากขึ้นกว่าเดิมรวมถึงความสามารถในการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของความคิดของใคร

“จงสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง ไม่ใช่แค่เพียงคิดถึงแต่ตนเอง

สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง

Motivate yourself

Motivate yourself.If you are waiting for motivation or encouragement from others, your chances of winning yourself may run everywhere. In order to do the best thing each day, the important thing is the motivation that comes from within us. Although daily life will increase and decrease.

But there is still an incentive to push yourself to do the best because otherwise it may end up with a life that is lost or sad later. In other words, motivation is the main reason. Behind our actions?

Motivation that comes from wanting to pay for or wanting to avoid bad results cannot be compared to having motivation that comes from something serious, which is knowing what you are interested in and giving them things. This is to motivate myself. Will help to produce better results than expected

And whenever we can withdraw And then be yourself We will become the people who define ourselves. About who we are or what kind of person we are Which means We will have the most individuality.

There are choices in life. And have more freedom than before Including being able to express personal opinions without being a victim of anybody’s thoughts

“Create motivation for yourself. Not just thinking of only yourself “

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ความอิสระ

ความอิสระ

ตอนนี้ความหมายของ ความอิสระ ขัยตกลงประการที่สองชัดเจนขึ้นแล้ว ข้อตกลงนี้สร้างภูมิคุ้มกันให้เราในการปฏิสัมพันธ์กับตัวละครรองในเรื่องราวของเรา เราไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่คนอื่นมองเรา ทันที่ที่เราได้เห็นวสิ่งที่คนอื่นพูดหรือทำไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา ไม่ลำคัญว่ใครจะนินทาว่าร้ายเรา กล่าวโทษเรา ปฏิเสขเรา หรือไม่เห็นด้วยกับมุมมองรองเรา การนินทาว่าร้ายต่างๆ นานาไม่มีผล

ต่อเรา เราไม่ต้องยุ่งยากกับการปกป้องมุมมองของตัวเราสิ่งใดก็ตามที่คนอื่นพูดไม่มีผลอะไรต่อตัวเรา เพราะเรามีภูมิคุ้มกันต่อความคิดเห็นและอารมณ์ซุ่นมัวของพวกเขาเรามีภูมิคุ้มกันต่อนัคล่ ต่อคนที่ใช้การนินทาวร้ายทำยผู้อื่น ต่อคนที่ต้องการให้ผู้อื่นทำร้ายตัวเองจงอยยึดทุกอย่างมาเป็นตัวเรา เป็นอุปกรณ์ชั้นยอดสำหรับการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมันคือบัตรผ่านสำคัญ

ที่นำไปสู่ความเป็นอิสระ เพราะเราไม่ต้องชีดเส้นชีวิตเราตามความคิดเห็นของคนอื่นอีกต่อไป สิ่งนี้ทำให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริง เราสามารถทำสิ่งใดก็ตามที่เราอยากทำรู้ว่าสิ่งใดก็ตามที่เราทำไม่มีอะไรที่เกี่ยวช้องกับคนอื่นแต่เกี่ยวร้องกับตัวเราเอง คนคนเดียวที่เกี่ยวช้องกับเรื่องราว
ของเราคือตัวเราเอง การตระหนักรู้ในช้อนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง จำได้หมว่า การตระหนักรู้ความจริงเป็นชั้นแกของการู้จักตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำยู่ในสอนนี้

ความอิสระ

freedom

The definition of independence now is the second. This agreement immunizes us in interacting with the secondary characters in our story. We don’t have to worry about what other people see us. As soon as we saw what other people had said or done, it had nothing to do with us. It does not matter who gossips about whether we accuse us, condemning us, rejecting us or disagreeing with our secondary views. Various gossiping has no effect.

To us, we don’t have to bother with protecting our viewpoint, anything that other people say has no effect on us Because we are immune to their opinions and emotions, we are immune to them. To those who use gossip to hurt others To those who want others to hurt themselves, begging to seize everything as ourselves It is a great device for interacting with others. And it is an important pass

That leads to independence Because we don’t have to shed our lifestyles anymore. This makes us truly free. We can do whatever we want to do, knowing that whatever we do has nothing to do with others but to sing about ourselves. The only person involved in the story
Ours is ourselves Awareness in this way will change everything. Remember that awareness of truth is a layer of knowing yourself. And that’s what we are doing in this teaching

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง

 เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง ในประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดว่าคนที่เรารักมากที่สุดไม่ได้รู้จักเราอย่างแท้จริง และเราก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาอย่างแท้จริงเช่นกัน สิ่งเดียวที่เรารู้เกี่ยวกับพวกเขาคือสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับพวกเขา เรารู้จักเพียงภาพที่เราสร้างขึ้นและภาพนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง แต่เราคิดว่าเรารู้จักพ่อแม่ของเรา คู่ชีวิตของเรา ลูกๆ ของเราและเพื่อนๆ ของเราเป็นอย่างดี

แต่ความจริงก็คือเราไม่รู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของพวกเขาและ สิ่งที่พวกเขากำลังคิดสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึก สิ่งที่พวกเขากำลังฝัน สิ่งที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ เราคิดว่าเรารู้จักตัวเราเองแล้วเราก็ได้ข้อสรุปว่า เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง เพราะเราแสร้งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นมานานแล้ว ด้วยตระหนักรู้นี้ เรารู้ว่ามันน่าขันขนาดไหนที่พูดว่า “คนรักของฉันไม่เข้าใจฉันเลย ไม่มีใครเข้าใจตัวฉันเลย”

แน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจ เราเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลยบุคลิกของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามบทบาทที่เรากำลังแสดงอยู่ ตามตัวละครรองในเรื่องราวของเราาตามความฝันของตัวเราในขณะนั้นที่บ้านเรามีบุคลิกอย่างหนึ่ง ที่ทำงานเรามีบุคลิกอย่างหนึ่ง เราจะแสดงออกด้วยความโกรธ และใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุการณ์สะเทือนความรู้สึกอันเปล่าประโยชน์

เราไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเอง

We don’t even know ourselves. On this point, it is obvious that the people we love the most do not truly know us. And we really didn’t know them either. The only thing we know about them is

what we believe about them. We know only the images that we create and that they are not their true self. We don’t even know ourselves. But we think that we know our parents Our partners, our children and friends Ours as well

But the truth is we don’t know what’s going on in their world and What they are thinking what they are feeling What they are dreaming What is more surprising is that We think that we know ourselves and we come to the conclusion that We don’t even know ourselves.

Because we pretend to be things that we haven’t been around in a long time With this awareness We know how ridiculous it is to say “My lover doesn’t understand me at all. No one understands me. ”

Of course, they do not understand I myself don’t understand myself yet. Our personality is constantly changing as we play. According to the secondary characters in our story,

according to our dreams at that time, in our home has a personality At work, we have a personality. We will show anger. And use words that cause conflicts and inconvenience

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

ใครคือคนที่กําลัง พูดความลวง อยู่ในสมองของเรา

พูดความลวง
พูดความลวง

เราคิดไปเอง ว่านั่นคือเรา แต่ถ้าเราคือคนที่กําลังพูด พูดความลวง แล้วใครคือ คนที่กําลังฟัง เราที่เป็นความรู้คือคนที่กําลังพูดอยู่ในสมอง ของเรา กําลังบอกกับเราถึงสิ่งที่เราเป็น เราที่เป็นมนุษย์ กําลังฟัง แต่เราที่เป็นมนุษย์ดํารงอยู่มาก่อนเราที่เป็น ความรู้เนิ่นนานมาแล้ว เราดํารงอยู่มานานแล้วก่อนที่ เราจะเข้าใจสัญลักษณ์ทั้งปวง

ก่อนที่เราจะเรียนรู้การพูด และเช่นเดียวกับเด็กก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้การพูด เราเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราอย่างสมบูรณ์ เราไม่ได้ เสแสร้งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น โดยไม่ต้องมีความรู้นี้ เราเชื่อในตัวเองอย่างสมบูรณ์ เรารักตัวเองอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่เรารู้จักความรู้ เราเป็นอิสระที่จะเป็นตัวเรา อย่างแท้จริง เพราะความคิดเห็นและเรื่องราวทั้งหลาย ทั้งปวงจากผู้อื่นไม่ได้อยู่ในสมองของเรา

สมองของเราเต็มไปด้วยความรู้ แต่เราใช้ความรู้นั้น อย่างไร เราใช้ถ้อยคําอย่างไรเวลาที่เราบรรยายถึง ตัวเราเอง เวลาที่เรามองดูตัวเองในกระจก เราชอบสิ่งที่ เราเห็น หรือเราตัดสินร่างกายของเราและใช้สัญลักษณ์ พูดความลวง กับตัวเอง มันเป็นความจริงจริงหรือที่เรา เดียเกินไปหรือสูงเกินไป อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป มันเป็นความจริงจริงหรือที่เราไม่สวย มันเป็นความจริง จริงหรือที่เราไม่สมบูรณ์

Who is the person who is speaking in our brains? We assume that it is us. But if I am the person who is speaking, who is the person who is listening? We who are knowledgeable are those who are speaking in our brains, telling us what we are. We human beings are listening, but we human beings exist before us who are. A long time ago We lived a long time before We will understand all symbols.

Before we learn to speak And like children before they learn to speak We are completely our true self. We are not pretending to be what we are not. Without this knowledge We believe in ourselves completely. We love ourselves completely. Before we knew it We are truly free to be ourselves because of our opinions and stories. Everything from others is not in our brains.

Our brains are full of knowledge. But how do we use that knowledge? How do we use words when we describe ourselves when we look at ourselves in the mirror? We like what we see or we judge our bodies and use symbols. Saying a delusion to yourself Is it true that we Too single or too high Too fat or too thin Is it true that we are not beautiful? it’s true Is it true that we are not perfect?

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใช้ถ้อยคําแสดงความคิดเห็น

ถ้อยคำต่างๆ ที่เราเรียนรู้มาการ ใช้ถ้อยคํา แสดงความคิดเห็น มีเหตุการณ์มากมายอยการใช้ความสนใจ

ใช้ถ้อยคํา
ใช้ถ้อยคํา

เรื่องราวของครอบครัวของเรา เรื่องราวของชุมชนของเรา เรื่องราวของประเทศของเรา เรื่องราวของมนุษย์ เรื่องราว ของโลก เราแต่ละคนมีเรื่องราวที่เราแบ่งปันกัน มีสาร ที่เราส่งให้ตัวเราเอง ส่งให้แก่ทุกคนและทุกสรรพสิ่ง ที่อยู่รอบตัวเรา

เราถูกโปรแกรมให้ส่ง ใช้ถ้อยคํา และการสร้างสรรค์สาร เหล่านั้นก็คือศิลปะอันยอดเยี่ยมที่สุดของเรา สารนั้นคือ อะไร สารนั้นคือชีวิตของเรานี่เอง เราสร้างเรื่องราว ส่วนใหญ่ของเรา รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เรา รับรู้ด้วยสารนี้ เราสร้างความจริงเสมือนขึ้นในใจเรา และเราก็ดํารงชีวิตอยู่ในความจริงนั้น เวลาที่เราคิด เราคิด ด้วยภาษาของเรา เราคิดด้วยสัญลักษณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งมีความหมายต่อเราซ้ําแล้วซ้ําอีก เราส่งสารให้ตัวเอง และสารนั้นก็เป็นความจริงสําหรับเรา เพราะเราเชื่อว่า มันคือความจริง

เรื่องราวของเราคือทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเรา ในที่นี้ ผมกําลังหมายถึงเราที่เป็นความรู้ ซึ่งเราเชื่อว่าเราเป็น ไม่ใช่ในความหมายของตัวเราที่หมายถึงมนุษย์อย่างที่เรา เป็นจริงๆ อย่างที่เราเห็น ผมแยกความแตกต่างระหว่าง

เรากับตัวเราเพราะคําหนึ่งเป็นความจริง ส่วนอีกคําหนึ่งนั้น ไม่เป็นความจริง ตัวเราที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นความจริง ตัวเราคือความจริง ส่วนเราที่เป็นความรู้-เราคํานี้ไม่เป็น ความจริง แต่เป็นความจริงเสมือน เราดํารงอยู่เพียงเพราะ ข้อตกลงที่เรากําหนดกับตัวเองและคนอื่นรอบๆ ตัวเรา เราที่เป็นความรู้ มาจากสัญลักษณ์ที่เราได้ยินในสมอง ของเราเอง มาจากความคิดเห็นทั้งหมดของคนที่เรารัก คนที่เราไม่รัก คนที่เรารู้จัก และคนที่เราไม่เคยรู้จัก

That we have learned There are many events that use interest.

The story of our family The story of our community The story of our country Human stories. Stories of the world. Each of us has stories we share, messages we send to ourselves. Send to everyone and everything That is around us

We were programmed to send messages. And substance creation Those are our greatest art. What that substance is, that substance is our life. We create stories Most of us Including stories about various things that we perceive with this material We create virtual reality in our hearts. And we live in that truth When we think, we think in our language. We think with all these symbols. Which means to us repeatedly and again We send messages to ourselves. And that substance is true for us. Because we believe that It is a fact

Our story is everything we know about us. Here I am referring to us as knowledge. Which we believe that we are Not in our own sense of the human being, as we really are, as we see it I distinguish between

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ในการปรับชีวิตของมนุษย์

  ในการปรับชีวิตของมนุษย์

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะพูด คนที่ดูแลเราสอนสิ่งที่พวกเขารู้ ให้เรา นั่นคือ พวกเขาโปรแกรมเราด้วยความรู้ คนที่เรา อาศัยอยู่ด้วยมีความรู้มากมาย รวมทั้งกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ทางสังคม ศาสนา และศีลธรรมในวัฒนธรรมของพวกเขา พวกเขาดึงความสนใจของเรา ส่งต่อข้อมูล และสอนเรา ให้เป็นเหมือนพวกเขา เราเรียนรู้ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ตามสังคมที่เราถือกําเนิดขึ้นมา เราเรียนรู้ที่จะประพฤติ ตามแนวทางที่ “ถูกต้อง” ในสังคมของเรา ซึ่งหมายความถึง วิถีทางของการเป็นคน “ดี”

 

ความจริงแล้ว เราถูกปรับชีวิตแบบเดียวกับสุนัข แมว หรือสัตว์อื่นๆ โดยผ่านระบบของการลงโทษและการให้ รางวัล เราถูกบอกว่าเราเป็นเด็กดี เมื่อเราทําสิ่งที่ผู้ใหญ่

ต้องการให้เราทํา เราเป็นเด็กไม่ดี เมื่อเราไม่ทําสิ่งที่พวก ต้องการให้เราทํา บางครั้งเราก็ถูกทําโทษโดยที่ไม่ได้ ทําความผิด และบางครั้งเราก็ได้รับรางวัลโดยไม่ได้ทํา ในสิ่งที่ถูก ด้วยกลัวว่า

ในการปรับชีวิตของมนุษย์
ในการปรับชีวิตของมนุษย์

จะถูกทําโทษและกลัวว่าจะไม่ได้รับ รางวัล เราจึงเริ่มพยายามที่จะทําให้ผู้อื่นพอใจ เราพยายาม จะเป็นเด็กดี เพราะเด็กไม่ดีจะถูกลงโทษ และไม่ได้ รับรางวัล

ในการปรับชีวิตของมนุษย์ กฏเกณฑ์และค่านิยมต่างๆ ในครอบครัวและสังคมของเราเป็นตัวกําหนดเรา เราไม่มี โอกาสเลือกความเชื่อของเรา เราถูกบอกให้เชื่อและไม่เชื่อ อะไร คนที่เราอาศัยอยู่ด้วยต่างแสดงความเห็นของพวกเขา กับเรา อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด อะไรสวย อะไรไม่สวย ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ถูกดาวน์โหลดลงในสมอง ของเรา

When we learn to speak The people who care for us teach what they know to us: they program us with knowledge. The people we live with have a lot of knowledge. Including all rules of society, religion and morality in their culture They draw our attention, pass on information and teach us to be like them. We learn to be men or women. According to the society in which we originate We learn to behave in a “right” way in our society. Which means The way of being a “good” person

In fact, we were adjusted to the same life as dogs, cats, or other animals. Through the system of punishment and reward, we are told that we are good children. When we do things that adults

Want us to do We are a bad boy When we do not do what they Want us to do Sometimes we get punished for not doing anything wrong, and sometimes we get rewarded for not doing what is right, afraid of being punished and afraid of not getting the reward, so we start to try to To make others happy, we try to be good children because bad children are punished and not rewarded.

In the adjustment of human life Rules and values In our family and society it determines us. We have no opportunity to choose our beliefs. We are told to believe and do not believe. The people we live in have expressed their opinions with us, what is good and what is not good. What is right and wrong, what is beautiful and what is not beautiful. All of this data is downloaded into our brains.

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ร่างกายและ จิตใจ ของเราเริ่มเติบโต

ร่างกายและ จิตใจ ของเราเริ่มเติบโต

จิตใจ
จิตใจ

จิตใจ ของเราเริ่มมีวุฒิภาวะ และเราก็เริ่มใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการส่งสารของเรา เช่นเดียวกับที่นกเข้าใจนก แมวเข้าใจแมว มนุษย์เข้าใจ มนุษย์ผ่านการใช้สัญลักษณ์ หากเราเกิดบนเกาะแห่งหนึ่ง แล้วอยู่ที่นั่นเพียงลําพัง อาจจะนานถึงสิบปี เราจะเรียกชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น และใช้ภาษานั้นเพื่อสื่อสาร แม้ว่า จะเป็นแค่การสื่อสารกับตัวเอง ทําไมเราทําสิ่งนี้ เอาละ

มันเข้าใจได้ง่ายมาก และไม่ใช่เพราะมนุษย์เฉลียวฉลาด แต่เป็นเพราะเราถูกโปรแกรมให้สร้างภาษา และสร้าง สัญลักษณ์ทุกอย่างขึ้นมาเพื่อตัวเรา

อย่างที่เรารู้ มนุษย์ทั่วโลกพูดและเขียนภาษาต่างๆ นับหลายพันภาษา มนุษย์สร้างสัญลักษณ์ทุกอย่างขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นเท่านั้น แต่ที่สําคัญยิ่งกว่าคือ การสื่อสารกับตัวเอง สัญลักษณ์สามารถเป็นเสียงที่เราพูด การเคลื่อนไหวที่เรากระทํา หรือลายมือและเครื่องหมาย ต่างๆ ที่เขียนขึ้นมา มีสัญลักษณ์สําหรับสิ่งของ ความคิด ดนตรี และคณิตศาสตร์ แต่การออกเสียงนั้นเป็นขั้นแรกสุด

นั่นคือ เราเรียนรู้การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อที่จะพูด

มนุษย์ที่เกิดมาก่อนเราตั้งชื่อให้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ไว้แล้ว และพวกเขาก็สอนความหมายของเสียงนั้นให้เรา พวกเขา เรียกสิ่งนี้ว่าโต๊ะ เรียกสิ่งนี้ว่าเก้าอี้ พวกเขายังเรียกสิ่งต่างๆ ที่มีเฉพาะอยู่ในจินตนาการของเราด้วย อย่างนางเงือกและ ยูนิคอร์น คําทุกคําที่เราเรียนรู้เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ มีอยู่จริงหรือสิ่งที่มีอยู่ในจินตนาการ และมีคํามากมาย

หลายพันคําให้เรียนรู้ หากเราสังเกตเด็กที่มีอายุตั้งแต่หนึ่ง จนถึงสี่ขวบ เราจะเห็นได้ถึงความพยายามของพวกเขา ในการเรียนรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ต่างๆ มันคือความพยายาม อย่างหนักซึ่งเราไม่ได้นึกถึง เพราะความคิดของเรา ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ แต่ด้วยการย้ําซ้ําๆ และการฝึกฝน ทําให้เราเรียนรู้ที่จะพูดในที่สุด

Our minds begin to have maturity. And we began to use various symbols In our messenger Just as birds understand birds, cats understand humans, humans understand humans through the use of symbols.

If we were born on an island And being there alone Maybe up to ten years We will call names Everything we see And use that language to communicate even if it’s just communication with yourself Why do we do this?

Humans born before us give names to things. That already exists And they teach us the meaning of that sound, they call this the table Call this the chair They also call things That exists only in our

imagination Like mermaids and unicorns. Every word we learn is a symbol of things Exist or something that exists in the imagination And there are many words

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

พลังแห่งสัญลักษณ์ THESE LETTERS ARE BLUE.

การเริ่มต้น ทั้งหมดอยู่ในการโปรแกรม นับตั้งแต่ชั่วขณะที่เราเกิด เราส่งสารมาสู่โลก

การเริ่มต้น

การเริ่มต้น สารนั้น คืออะไร สารนั้นคือตัวเรา เด็กน้อยคนนั้นนั่นเอง มันคือการปรากฏของเทพหรือผู้ส่งสารจาก

พระผู้เป็นเจ้า ผู้ส่งสาร จากอนันตภาพในร่างของมนุษย์ อนันตภาพ พลังทั้งมวล

สร้างโปรแกรมขึ้นมาสําหรับเราโดยเฉพาะ และทุกสิ่ง ที่เราต้องการเพื่อเป็นสิ่งที่เราเป็นนั้น

อยู่ในการโปรแกรม เราเกิด เติบโต แต่งงาน เริ่มเข้าสู่วัยแก่ชรา และกลับไปสู่

อนันตภาพในท้ายที่สุด เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเราคือ จักรวาลของตัวมันเอง

มันฉลาด สมบูรณ์แบบ และ ถูกโปรแกรมให้เป็นสิ่งที่มันเป็นเราถูกโปรแกรมให้เป็นตัวเรา

เป็นสิ่งที่เราเป็น และการโปรแกรมก็ไม่มีผลต่อสิ่งที่ใจเราคิดว่าเราเป็น

การโปรแกรมไม่ได้อยู่ในความคิด มันอยู่ในร่างกายอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่า

ดีเอ็นเอและในตอนเริ่มต้น เราทําตามภูมิปัญญาของมันโดยสัญชาตญาณ เมื่อตอน

เป็นเด็กตัวเล็กๆ เรารู้ว่าเราชอบและไม่ชอบอะไร รู้ว่า เมื่อไรที่เราชอบและไม่ชอบ

เราทําตามสิ่งที่เราชอบ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราไม่ชอบ เราทําตาม

สัญชาตญาณของเรา และสัญชาตญาณเหล่านั้นนําทาง ให้เราพบกับความสุข

สนุกกับชีวิต เล่น รัก และทําสิ่งที่เรา ปรารถนาให้เป็นจริง จากนั้นเกิดอะไรขึ้น

Part 1 The power of the symbol THESE LETTERS ARE BLUE.

All the beginning is in the program. Since the moment we were born We send messages to the world.

What is the beginning of that substance? That substance is ourselves. That little boy It is the appearance of a god or messenger from

The Messiah from infinite images in human form. Infinity images of all power.

Create a program for us specifically and everything we need to be what we are.

In the program, we were born, grew up, married, began to enter the old age and returned to

Infinity in the end Every cell in our body is The universe itself

It’s intelligent, perfect, and programmed to be what it is. We are programmed to be ourselves.

Is who we are And the program does not affect what our hearts think we are

Programming is not in the mind. It’s in the body in what we call

DNA and at the beginning We follow their wisdom instinctively when

A little boy We know what we like and dislike, knowing when we like and dislike.

We follow what we like. And try to avoid what we don’t like. We follow

Our instincts And those instincts lead the way Let us find happiness

Enjoy life, play love and do what we Wish to come true Then what happened

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่

หลายปีมาแล้ว ผมเริ่มสอนบางหลักการในหนังสือเล่มนี้

ให้ลูกศิษย์ ของผมแต่แล้วผมก็หยุดสอนไป เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามพูด

ให้ลูกศิษย์

ให้ลูกศิษย์ แม้ว่าผมจะแบ่งปันข้อตกลงประการที่ห้ากับลูกศิษย์ของผม

แต่ผมก็ค้นพบว่าไม่มีใครพร้อมที่จะเรียนรู้หลักการ ของข้อตกลงนี้ หลายปีต่อมา ดอน โฮเซ

ลูกชายของผม เริ่มแบ่งปันหลักการเดียวกันนี้กับนักเรียนกลุ่มหนึ่งและเขาก็ประสบความสําเร็จ

ขณะที่ผมล้มเหลว บางที เหตุผลที่ดอน โฮเซ่ประสบความสําเร็จอาจเป็นเพราะ

เขามีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในการแบ่งปันสาร ที่ต้องการสื่อออกไป

ตัวตนที่แท้จริงของเขาพูดความจริง และท้าทายความเชื่อของผู้ที่เข้าเรียนในชั้น

เขาทําให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น

ดอน โฮเซ่ รูอิซ เป็นลูกศิษย์ของผมตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ เขาเรียนรู้ที่จะพูดในหนังสือนี้

ผมขอแนะนําลูกชายของผม และขอนําเสนอแก่นแท้ของหลักการที่เราเสนอร่วมกัน

มากว่าเจ็ดปีเพื่อรักษาสารที่สื่อออกมาให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทําได้และรักษาเสียง

ของบุรุษที่หนึ่งของหนังสือเล่มก่อนๆ ในชุดภูมิปัญญาของทอลเท็ค

เราจึงเลือกที่จะนําเสนอ ข้อตกลงประการที่ห้า ในรูปแบบการเขียนโดยใช้บุรุษที่หนึ่ง

เหมือนเดิม ในหนังสือเล่มนี้ เราพูดกับผู้อ่านด้วยเสียง หนึ่งเสียง และหัวใจหนึ่งดวง

Many years ago I began to teach some principles in this book.

For my pupils but then I stopped teaching Because no one seems to understand what I am trying to say

To the students even though I shared the fifth agreement with my students.

But I discovered that no one was ready to learn the principles. Of this agreement, many years later, Don Jose

My son started sharing the same principles with a group of students and he was successful.

While I failed, perhaps the reason that Don Jose was successful was because

He has full faith in sharing the substance. That needs to be conveyed

His true self spoke the truth. And challenge the beliefs of those enrolled in the class

He caused The huge changes in their lives

Don José Ruiz has been my pupil since childhood, since he learned to speak in this book.

I would like to introduce my son. And would like to present the essence of the principles we propose together

For more than seven years to preserve the message that is as direct as possible and to preserve the sound

Of the first man in previous books In the Total Tech wisdom

We therefore choose to present Fifth Agreement In the form of writing using the first man

Same as in this book We speak to readers with one voice and one heart.

ขอบคุณเนื้อหาจาก Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ ที่นี่